ยังมีเด็กกำพร้าในโลกนี้มากมายนัก ที่ถูกทอดทิ้ง พวกเขาโหยหาความรัก แต่กลับไม่มีโอกาสได้สัมผัสกับมัน และยังมีคนอีกนับล้านคน ที่แสวงหาความรัก แต่ทั้งชีวิตกลับไม่เคยได้รู้จักกับความรักเลย
ในขณะที่มีผู้คนอีกหลายคนบนโลกนี้ พยายามที่จะปฏิเสธความรัก ทั้งๆที่ความรักมันวนเวียนอยู่รอบๆตัวเขา
คนหลายๆคน มีความรักอยู่ในหัวใจ แต่ไม่กล้าที่จะพยายามเพื่อความรัก เพราะกลัวจะต้องผิดหวัง เสียใจ
คนบางคนมีความรักในหัวใจ แต่พอรู้ว่าเขาหรือเธอยังไม่มีใจให้เรา ก็หมดศรัทธาในความรักในทันที แทนที่จะพยายามและประคับประคองหัวใจตัวเองให้ถึงที่สุด บางทีการที่เราได้พยายามที่จะชนะหัวใจใคร ก็อาจทำให้เรากลายเป็นคนที่มีคุณค่าและทำให้อีกฝ่ายเห็นคุณค่าของเราด้วยเช่นกัน ถ้าเรารักใครสักคนอย่างแท้จริง รักจะไม่มีวันทำร้ายใคร มีแต่ตัวเราเองเท่านั้น ที่เอาข้ออ้างของความรักแล้วทำร้ายตัวเอง หากเรามองความรักให้ดี ความรักนั้นสวยงามและยิ่งใหญ่ ก่อเกิดพลัง แรงใจให้กับชีวิตของคนเรา
ลองพยายามให้เต็มที่ ให้ถึงที่สุด ที่จะเอาชนะหัวใจของคนที่เรา”รัก” สักครั้ง ก่อนที่จะสายเกินไป หากวันหนึ่งที่เราสูญเสียเขาหรือเธอไปจริงๆ โดยที่เราไม่ได้พยายามอะไรที่จะทำให้เขามอบใจให้เราได้เลย เรานั่นแหละที่จะเป็นคนที่เสียใจที่สุดเพราะตัวเราเอง อย่าเพิ่งยอมแพ้ตั้งแต่ยังไม่ลงแข่ง เพราะบางทีการพยายามสุดตัวของเรา ก็จะเกิดผลมากมาย ดีกว่าเราไม่ได้พยายามอะไรเพื่อหัวใจตัวเองเลย ลองดูสักครั้ง หากผลที่ได้กลับมาคือความผิดหวัง ก็จงอย่าเสียใจ เพราะว่าเราได้พยายามถึงที่สุดแล้วแล้ว และขอจงภูมิใจว่าเราเป็นคนที่มีคุณค่าที่สุด ที่ชีวิตนี้ได้เกิดมาแล้วได้ทำอะไรเพื่อหัวใจตัวเองและเพื่อหัวใจของคนที่เรารัก ความรักที่แท้จริงจะคู่ควรกับคนที่เห็นคุณค่าของความรักเท่านั้น
วันนี้คุณพยายามทำอะไรเพื่อคนที่คุณรักแล้วหรือยัง
วันอาทิตย์ที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2552
คน ไม่ใช่ เทวดา
การที่เราจะคบหาหรือรู้จักใครสักคน
ไม่ว่าจะในฐานะอะไรก็ตาม
สิ่งหนึ่งที่ควรท่อง ควรจำไว้อยู่เสมอก็คือ
“คน” เป็นสิ่งมีชีวิต ที่มีทั้งด้านบวก และด้านลบ อยู่ในนั้น
อย่าตั้งใจกับคน 1 คนมากเกินไป > > > > เพราะไม่มีใครอยากเป็นต้นเหตุของความล้มเหลว
อย่าคาดหวังกับ คน 1 คนมากเกินไป > > > >เพราะไม่มีใครสามารถเป็นทุกอย่าง ที่ทุกคนอยากให้เป็น
อย่าให้เวลากับคน 1 คนมากเกินไป > > > > เพราะไม่ว่าใครก็อยากมีช่วงเวลาของความเป็นส่วนตัว. . คนเดียว
อย่าพยายามเปลี่ยนแปลงคน 1 คนมากเกินไป > > > เพราะนั่นจะทำให้เค้าไม่หลงเหลือความเป็นตัวของตัวเอง
อย่าควบคุมชีวิตคน 1 คนมากเกินไป > > เพราะมนุษย์มักจะหาวิธีการแทรกตัว เพื่อออกมาจากกฎที่ถูกกำหนด
อย่าบีบบังคับคน 1 คนมากไปกว่านี้ > > > >เพราะถ้าคนๆนั้น หลุดจากภาวะบีบบังคับมาได้ คุณจะกลายเป็นคนที่ถูกหันหลังให้ในทันที
> > > > < < < <
เธอ. . . ลองมองดูฉันดีๆ ฉันมีลมหายใจ
ไม่ใช่ภาพวาด ที่จะสวยงามอยู่ตลอดเวลา
ฉันเองก็เป็น “คน” เป็นสิ่งมีชีวิตที่มี 2 ด้าน. . . เช่นกัน
...อยากรู้จักใครสักคน ต้องหัดเรียนรู้ ไม่ใช่เปลี่ยนแปลง...
ไม่ว่าจะในฐานะอะไรก็ตาม
สิ่งหนึ่งที่ควรท่อง ควรจำไว้อยู่เสมอก็คือ
“คน” เป็นสิ่งมีชีวิต ที่มีทั้งด้านบวก และด้านลบ อยู่ในนั้น
อย่าตั้งใจกับคน 1 คนมากเกินไป > > > > เพราะไม่มีใครอยากเป็นต้นเหตุของความล้มเหลว
อย่าคาดหวังกับ คน 1 คนมากเกินไป > > > >เพราะไม่มีใครสามารถเป็นทุกอย่าง ที่ทุกคนอยากให้เป็น
อย่าให้เวลากับคน 1 คนมากเกินไป > > > > เพราะไม่ว่าใครก็อยากมีช่วงเวลาของความเป็นส่วนตัว. . คนเดียว
อย่าพยายามเปลี่ยนแปลงคน 1 คนมากเกินไป > > > เพราะนั่นจะทำให้เค้าไม่หลงเหลือความเป็นตัวของตัวเอง
อย่าควบคุมชีวิตคน 1 คนมากเกินไป > > เพราะมนุษย์มักจะหาวิธีการแทรกตัว เพื่อออกมาจากกฎที่ถูกกำหนด
อย่าบีบบังคับคน 1 คนมากไปกว่านี้ > > > >เพราะถ้าคนๆนั้น หลุดจากภาวะบีบบังคับมาได้ คุณจะกลายเป็นคนที่ถูกหันหลังให้ในทันที
> > > > < < < <
เธอ. . . ลองมองดูฉันดีๆ ฉันมีลมหายใจ
ไม่ใช่ภาพวาด ที่จะสวยงามอยู่ตลอดเวลา
ฉันเองก็เป็น “คน” เป็นสิ่งมีชีวิตที่มี 2 ด้าน. . . เช่นกัน
...อยากรู้จักใครสักคน ต้องหัดเรียนรู้ ไม่ใช่เปลี่ยนแปลง...
ค่าน้ำนม
ถ้าให้จัดเรียงความสำคัญของ ’ผู้หญิง’
ในชีวิตเรามาสามอันดับแรก น่าเป็นดังนี้
อันดับที่หนึ่ง คือ “แม่”
อันดับที่สอง คือ “แม่”
อันดับที่สาม คือ “แม่”
ใช่ครับ ผมกำลังจะพูดถึง “แม่”
สิ่งที่เราทุกคนรู้กันดีอยู่แล้ว แต่ว่าอาจมีบ้างบางครั้งที่เราหลงลืมไป
จนขาดความใส่ใจกับบุคคลใกล้ตัวท่านนี้
จำได้มั๊ยครับ ครั้งสุดท้ายที่คุณกอดแม่น่ะเมื่อไหร่?
อย่าบอกนะว่าคุณอายุมากเกินไปแล้ว...เป็นไปไม่ได้
ไม่มีใครแก่เกินกว่าจะกอดแม่หรอก
ผมอยากอวดแม่ของผมครับ
แม่ผมเป็นคนบ้านนอก เชยๆ ผมชอบนั่งแอบมองแม่เวลาแกเผลอ
หล่อนอยากทำอะไร ผมก็ปล่อยให้แกทำ
ล่าสุดนี่เธอเหยาะน้ำยาปรับผ้านุ่มลงไปในน้ำสุดท้ายของการอาบน้ำให้หมาด้วย
ด้วยเหตุผลของคนซื่อ คือเธอบอกว่า ทำตั้งหลายครั้งแล้ว
ก็ไม่เห็นหมามันบ่นอะไร
แม่ผมเรียนมาน้อย
เรียกว่าไม่ได้เรียนเลยก็เกือบจะว่าได้ เธอศึกษาทุกอย่างด้วยการจำ
เห็นเขาพูดเขาทำอะไรในโฆษณาก็พยายามเอามาใช้กับลูกชาย
ครั้งนึงผมน้ำเข้าหู เธออวดภูมิด้วยการบอกให้ผมใช้ไม้สำลีเช็ดหูของ
จอห์นสันไมโครบัส
ผู้หญิงคนเดียวกันนี้เองที่ลากครกกับสากกะเบือออกไปตำน้ำพริกมะม่วงนอกบ้าน
เพราะเห็นลูกชายกำลังนอนหลับอยู่ในบ้าน
ไม่ใช้ตำแค่นอกบ้านนะ แต่เธอออกไปตำนอกรั้วบ้านเลยทีเดียว
ผมกับแม่ ทุกวันนี้เราอาศัยอยู่ด้วยกันที่ต่างจังหวัด
ทุกครั้งที่ผมขับรถเข้ามาคุยงานในกรุงเทพฯ
เธอยังคงทำกับข้าวใส่กล่องมาให้ผมกินอยู่เสมอ
และเธอไม่เคยลืมที่จะเด็ดดอกจำปีหน้าบ้าน
มาใส่ในกล่องข้าวด้วยทุกครั้ง
ผมตื้นตัน แต่! แม่ครับ
ผมอยากจะบอกแม่ว่า...ดอกจำปีมันไม่อร่อยเลยครับ
เมื่อไม่นานมานี้ครอบครัวของเราได้มีวาสนาไปออกรายการโทรทัศน์
รายการ “ เจาะใจ ”
ผมบอกแม่ว่า “นี่เธอ ชั้นจะพาเธอไปออกโทรทัศน์นะ
ดีใจมั๊ย”
แม่อิดออด แบ่งรับแบ่งสู้ “ไม่เอาดีกว่ามั๊งลูก
เดี๋ยวเขาถามอะไรแล้วแม่ตอบไม่ได้”
“แม่ครับ รายการเขาไม่ได้มีสิบหกคำถาม สามตัวช่วย
ถามใครก็ได้ ตอบได้สองครั้ง หรือว่าเปลี่ยนคำถาม ถึงแม่จะตอบผิด
เกมส์เขาก็ไม่ได้จบลงทันทีซะเมื่อไหร่ นะแม่นะ ไปด้วยกันเถอะนะ”
“ไม่เอาหรอก แม่ไม่ไปดีกว่า”
“เอาน่าแม่ ไปด้วยกันเถอะ”
“ไว้ถึงวันนัดก่อนแล้วกัน แม่จะให้คำตอบ”
แล้วคำตอบของแม่ก็คือ การตื่นไปทำผมตั้งแต่มืด
ร้อยวันพันปีเธอเคยเข้าร้านเสริมสวยกับเขาซะที่ไหน
แต่ผมก็รู้ดีว่าเธอไม่ได้ทำเพื่อตัวเอง...เธอทำเพื่อชายไทยทั้งประเทศต่างหาก!!!!!!!!!!
เรื่องราวแม่มีมากมายไม่รู้จบ
เป็นนิทานให้เรานั่งมองได้ไม่รู้เบื่อ ถ้าเราจะหาเวลาว่างๆ
นั่งลอบมองดูเธอคนนั้นบ้างเท่านั้นเอง
ผมเชื่อว่า แม่ของพวกเราทุกคนมีมุมน่ารัก
ให้เราได้อมยิ้มอยู่เสมอ
เป็นเรื่องน่าแปลก
ที่เรามักจะรู้กันอยู่ในใจว่าเรารักผู้หญิงคนนี้
แต่ทว่าเรากลับนั่งกินข้าวกับเธอน้อยกว่าผู้หญิงคนอื่นๆ
ซะอีก
เราถูกสอนมาให้รักแม่
แต่เรากลับซื้อของขวัญให้คนอื่นบ่อยกว่าซื้อให้แม่ของเราซะอีก
เดี๋ยวนี้ผมอายุมากขึ้น แม่ก็อายุมากกว่าเราอีกเท่าตัว
ผมยังคงนั่งแอบมองแม่อยู่ แม่ผมแก่ลงไปมาก
หล่อนจะมีเวลามาโพสต์ท่าให้เรานั่งแอบมองได้อีกสักกี่ปี
บนโลกกลมๆใบนี้
ผมมัวแต่วิ่งวนเร็วจี๋จนแทบจะชนหลังตัวเองอยู่ร่อมร่อ
ตลอดเวลาเราไขว่คว้าหาอะไรอยู่ก็ไม่รู้จนเกือบลืมผู้หญิงคนนี้
กว่าจะนึกขึ้นมาได้ เวลาก็ผ่านไปมากมาย
ถ้าบทความนี้ สะกิดให้ใครนึกถึงแม่ขึ้นมาได้มั่งล่ะก้อ
ขอร้องล่ะ อย่าทำได้แค่นั่งมองแม่
เพราะเกรงว่าเพียงแค่นั้นจะไม่ทันการณ์
เวลาไม่ได้มีเหลือเฟือ...เวลาไม่ได้มีอยู่จริง
สิ่งที่เรามี มันเป็นแค่นาฬิกา มันเป็นแค่ปฏิทิน
เวลาที่แท้จริงมันเป็นของวัฏจักรเขา
เพราะฉะนั้น เรามาเตรียมคำตอบกันเอาไว้ดีกว่า
เผื่อมีใครถามเราว่า ครั้งสุดท้ายที่กอดแม่น่ะ มันเมื่อไหร่
เราจะได้ไม่ต้องเสียเวลามานั่งเอียงคอนึกกันอีกว่า
ครั้งสุดท้ายที่
คุณกอดแม่น่ะเมื่อไหร่?
ในชีวิตเรามาสามอันดับแรก น่าเป็นดังนี้
อันดับที่หนึ่ง คือ “แม่”
อันดับที่สอง คือ “แม่”
อันดับที่สาม คือ “แม่”
ใช่ครับ ผมกำลังจะพูดถึง “แม่”
สิ่งที่เราทุกคนรู้กันดีอยู่แล้ว แต่ว่าอาจมีบ้างบางครั้งที่เราหลงลืมไป
จนขาดความใส่ใจกับบุคคลใกล้ตัวท่านนี้
จำได้มั๊ยครับ ครั้งสุดท้ายที่คุณกอดแม่น่ะเมื่อไหร่?
อย่าบอกนะว่าคุณอายุมากเกินไปแล้ว...เป็นไปไม่ได้
ไม่มีใครแก่เกินกว่าจะกอดแม่หรอก
ผมอยากอวดแม่ของผมครับ
แม่ผมเป็นคนบ้านนอก เชยๆ ผมชอบนั่งแอบมองแม่เวลาแกเผลอ
หล่อนอยากทำอะไร ผมก็ปล่อยให้แกทำ
ล่าสุดนี่เธอเหยาะน้ำยาปรับผ้านุ่มลงไปในน้ำสุดท้ายของการอาบน้ำให้หมาด้วย
ด้วยเหตุผลของคนซื่อ คือเธอบอกว่า ทำตั้งหลายครั้งแล้ว
ก็ไม่เห็นหมามันบ่นอะไร
แม่ผมเรียนมาน้อย
เรียกว่าไม่ได้เรียนเลยก็เกือบจะว่าได้ เธอศึกษาทุกอย่างด้วยการจำ
เห็นเขาพูดเขาทำอะไรในโฆษณาก็พยายามเอามาใช้กับลูกชาย
ครั้งนึงผมน้ำเข้าหู เธออวดภูมิด้วยการบอกให้ผมใช้ไม้สำลีเช็ดหูของ
จอห์นสันไมโครบัส
ผู้หญิงคนเดียวกันนี้เองที่ลากครกกับสากกะเบือออกไปตำน้ำพริกมะม่วงนอกบ้าน
เพราะเห็นลูกชายกำลังนอนหลับอยู่ในบ้าน
ไม่ใช้ตำแค่นอกบ้านนะ แต่เธอออกไปตำนอกรั้วบ้านเลยทีเดียว
ผมกับแม่ ทุกวันนี้เราอาศัยอยู่ด้วยกันที่ต่างจังหวัด
ทุกครั้งที่ผมขับรถเข้ามาคุยงานในกรุงเทพฯ
เธอยังคงทำกับข้าวใส่กล่องมาให้ผมกินอยู่เสมอ
และเธอไม่เคยลืมที่จะเด็ดดอกจำปีหน้าบ้าน
มาใส่ในกล่องข้าวด้วยทุกครั้ง
ผมตื้นตัน แต่! แม่ครับ
ผมอยากจะบอกแม่ว่า...ดอกจำปีมันไม่อร่อยเลยครับ
เมื่อไม่นานมานี้ครอบครัวของเราได้มีวาสนาไปออกรายการโทรทัศน์
รายการ “ เจาะใจ ”
ผมบอกแม่ว่า “นี่เธอ ชั้นจะพาเธอไปออกโทรทัศน์นะ
ดีใจมั๊ย”
แม่อิดออด แบ่งรับแบ่งสู้ “ไม่เอาดีกว่ามั๊งลูก
เดี๋ยวเขาถามอะไรแล้วแม่ตอบไม่ได้”
“แม่ครับ รายการเขาไม่ได้มีสิบหกคำถาม สามตัวช่วย
ถามใครก็ได้ ตอบได้สองครั้ง หรือว่าเปลี่ยนคำถาม ถึงแม่จะตอบผิด
เกมส์เขาก็ไม่ได้จบลงทันทีซะเมื่อไหร่ นะแม่นะ ไปด้วยกันเถอะนะ”
“ไม่เอาหรอก แม่ไม่ไปดีกว่า”
“เอาน่าแม่ ไปด้วยกันเถอะ”
“ไว้ถึงวันนัดก่อนแล้วกัน แม่จะให้คำตอบ”
แล้วคำตอบของแม่ก็คือ การตื่นไปทำผมตั้งแต่มืด
ร้อยวันพันปีเธอเคยเข้าร้านเสริมสวยกับเขาซะที่ไหน
แต่ผมก็รู้ดีว่าเธอไม่ได้ทำเพื่อตัวเอง...เธอทำเพื่อชายไทยทั้งประเทศต่างหาก!!!!!!!!!!
เรื่องราวแม่มีมากมายไม่รู้จบ
เป็นนิทานให้เรานั่งมองได้ไม่รู้เบื่อ ถ้าเราจะหาเวลาว่างๆ
นั่งลอบมองดูเธอคนนั้นบ้างเท่านั้นเอง
ผมเชื่อว่า แม่ของพวกเราทุกคนมีมุมน่ารัก
ให้เราได้อมยิ้มอยู่เสมอ
เป็นเรื่องน่าแปลก
ที่เรามักจะรู้กันอยู่ในใจว่าเรารักผู้หญิงคนนี้
แต่ทว่าเรากลับนั่งกินข้าวกับเธอน้อยกว่าผู้หญิงคนอื่นๆ
ซะอีก
เราถูกสอนมาให้รักแม่
แต่เรากลับซื้อของขวัญให้คนอื่นบ่อยกว่าซื้อให้แม่ของเราซะอีก
เดี๋ยวนี้ผมอายุมากขึ้น แม่ก็อายุมากกว่าเราอีกเท่าตัว
ผมยังคงนั่งแอบมองแม่อยู่ แม่ผมแก่ลงไปมาก
หล่อนจะมีเวลามาโพสต์ท่าให้เรานั่งแอบมองได้อีกสักกี่ปี
บนโลกกลมๆใบนี้
ผมมัวแต่วิ่งวนเร็วจี๋จนแทบจะชนหลังตัวเองอยู่ร่อมร่อ
ตลอดเวลาเราไขว่คว้าหาอะไรอยู่ก็ไม่รู้จนเกือบลืมผู้หญิงคนนี้
กว่าจะนึกขึ้นมาได้ เวลาก็ผ่านไปมากมาย
ถ้าบทความนี้ สะกิดให้ใครนึกถึงแม่ขึ้นมาได้มั่งล่ะก้อ
ขอร้องล่ะ อย่าทำได้แค่นั่งมองแม่
เพราะเกรงว่าเพียงแค่นั้นจะไม่ทันการณ์
เวลาไม่ได้มีเหลือเฟือ...เวลาไม่ได้มีอยู่จริง
สิ่งที่เรามี มันเป็นแค่นาฬิกา มันเป็นแค่ปฏิทิน
เวลาที่แท้จริงมันเป็นของวัฏจักรเขา
เพราะฉะนั้น เรามาเตรียมคำตอบกันเอาไว้ดีกว่า
เผื่อมีใครถามเราว่า ครั้งสุดท้ายที่กอดแม่น่ะ มันเมื่อไหร่
เราจะได้ไม่ต้องเสียเวลามานั่งเอียงคอนึกกันอีกว่า
ครั้งสุดท้ายที่
คุณกอดแม่น่ะเมื่อไหร่?
ความเป็นจริงของคนเรา
- ความรู้มากๆๆ บางทีเหมือนกำแพงอิฐที่เรียงตัวสูง
ความรู้สูง กำแพงสูง ความรู้รอบด้าน ก็เหมือนกำแพงสูงรอบตัว
บางครั้งมันอาจทำให้มองออกไปไม่เห็นอะไร
นอกจากอิฐที่ตนเอง ก่อขึ้นมา
- กลิ่นของความรัก ก็เช่นเดียวกับห้องน้ำ
เข้าไปแรกๆๆจะรู้สึกว่าได้กลิ่น
อยู่ในนั้นนานๆๆ ไปจะเคยชิน จนลืมว่ามีกลิ่นนั้นอยู่
จนกว่าจะออกมาจากบริเวณนั้น และกลับเข้าไปใหม่
- ถ้าเรารักใครซักคน
เราควรเปิดโอกาสให้เค้าได้ทำผิดหลายๆๆครั้ง
เพราะเราเองก็ต้องการโอกาสอย่างนั้นเช่นกัน
- อย่าบอกเลยว่าเป็นคนดี
ความหยิ่งยโส ก็มีอยู่ในคนถ่อมตัว
ครูที่สอนนักเรียน ก็มีความโง่ ซ่อนอยู่
ความขลาดกลัว ก็มีอยู่ในนักมวยแชมป์โลก
ความเบื่อหน่าย ก็มีอยู่ในพนักงานที่ต้อนรับที่กระตือรือร้น
ความเห็นแก่ตัว ก็มีอยู่ภายในใจของนักสังคมสงเคราะห์
มันอยู่คู่กัน รอวันปรากฏตัวออกมา
- ถ้าสันดานห่วยๆๆ มันเป็นกระดาษ
เรามีแค่หินทับกระดาษคนละก้อน
ลมกิเลสพัดมา ก็ขึ้นกับว่าก้อนหินของใครก้อนใหญ่พอที่ทับมันไว้
ไม่ให้ปลิวเพ่นพ่านเท่านั้นเอง..
ความรู้สูง กำแพงสูง ความรู้รอบด้าน ก็เหมือนกำแพงสูงรอบตัว
บางครั้งมันอาจทำให้มองออกไปไม่เห็นอะไร
นอกจากอิฐที่ตนเอง ก่อขึ้นมา
- กลิ่นของความรัก ก็เช่นเดียวกับห้องน้ำ
เข้าไปแรกๆๆจะรู้สึกว่าได้กลิ่น
อยู่ในนั้นนานๆๆ ไปจะเคยชิน จนลืมว่ามีกลิ่นนั้นอยู่
จนกว่าจะออกมาจากบริเวณนั้น และกลับเข้าไปใหม่
- ถ้าเรารักใครซักคน
เราควรเปิดโอกาสให้เค้าได้ทำผิดหลายๆๆครั้ง
เพราะเราเองก็ต้องการโอกาสอย่างนั้นเช่นกัน
- อย่าบอกเลยว่าเป็นคนดี
ความหยิ่งยโส ก็มีอยู่ในคนถ่อมตัว
ครูที่สอนนักเรียน ก็มีความโง่ ซ่อนอยู่
ความขลาดกลัว ก็มีอยู่ในนักมวยแชมป์โลก
ความเบื่อหน่าย ก็มีอยู่ในพนักงานที่ต้อนรับที่กระตือรือร้น
ความเห็นแก่ตัว ก็มีอยู่ภายในใจของนักสังคมสงเคราะห์
มันอยู่คู่กัน รอวันปรากฏตัวออกมา
- ถ้าสันดานห่วยๆๆ มันเป็นกระดาษ
เรามีแค่หินทับกระดาษคนละก้อน
ลมกิเลสพัดมา ก็ขึ้นกับว่าก้อนหินของใครก้อนใหญ่พอที่ทับมันไว้
ไม่ให้ปลิวเพ่นพ่านเท่านั้นเอง..
จูบบอกบุคลิกภาพ
จะมีใครรู้บ้างว่า "จูบ" นั้นสามารถบอกบุคลิกภาพหลายอย่างในตัวเราได้
ถ้าไม่เชื่อก็ลองเลือกตัวเลือกเหล่านี้ดูสิ ถ้าหากว่าคุณต้องการที่จะ "จูบ" ใครสักคน
คุณจะเลือก "จูบ" ส่วนไหนดีคะ
=> หน้าผาก
=> เปลือกตา
=> ปลายจมูก
=> ใบหน้า
=> ใบหู
=> ริมฝีปาก
=> ช่วงคอ
เมื่อเลือกเสร็จแล้ว ลองอ่านเฉลยดูนะจ๊ะ
---------------------------------------------------------------------------
เฉลย
หน้าผาก
คุณเป็นคนที่มีอารมณ์รุนแรง แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นคนที่รักสันติ
ชอบที่จะให้อภัยคนอื่น และต้องการความนับถือจากผู้อื่นเช่นเดียวกัน
คุณมีความสามารถพิเศษในการที่จะแสดงออกเป็นอย่างดี และเป็นคนที่มีมนุษยสัมพันธ์ที่ดีมากคนหนึ่ง
ดังนั้น คุณจึงสามารถมีชีวิตที่จะประสบผลสำเร็จในสังคมได้
และบรรดาเพื่อน ๆ ที่อยู่รอบกายคุณจะมองว่าคุณเป็นคนที่สุภาพและสามารถเข้าใจพวกเขาได้เป็นอย่างดี
เปลือกตา
คุณเป็นโรมิโอที่หัวดื้อที่สุด ผู้ซึ่งต้องการที่จะรักมาก และคุณสามารถที่จะสละทุกสิ่งได้เพื่อความรัก
ความรักของคุณจะแสดงออกมาในรูปแบบของความป่าเถื่อนและรุนแรง
จนถึงกับกลายเป็นนักรักที่ดุร้าย ทำให้บางครั้งคนรักของคุณอาจมองว่าคุณเป็นคนเห็นแก่ตัว
ปลายจมูก
ในเรื่องของความสัมพันธ์ SEX ค่อนข้างที่จะเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับคุณ
คุณให้ความสำคัญต่อมิตรภาพความซื่อสัตย์ และมีความปรารถนาอย่างรุนแรงในเรื่องของความรักและ SEX
คุณเป็นคนสนุกสนาน และไม่ใช่คนอดทนพอที่จะพักอยู่เป็นเวลานานในที่ที่คุณปราศจากความสบาย
ดังนั้น จึงเป็นการยากที่คุณจะสร้างรากฐานที่มั่นคงในอาชีพหรือการดำเนินชีวิตของคุณ
และมันจะเป็นการชี้นำว่า คุณไม่สามารถเปลี่ยนงานที่คุณทำอยู่ได้ หากปราศจากเหตุผลอันหนักแน่นเพียงพอ
ใบหน้า
คุณให้ความสำคัญกับสันติภาพอยู่เหนือสิ่งใดและเหล่าเพื่อนๆ ก็เป็นเรื่องที่มีความสำคัญอย่างมากต่อคุณ
คุณยินดีที่จะแบ่งปันรางวัลทั้งหมดของคุณแก่เหล่าเพื่อน
และคุณเป็นคนที่ไม่หงุดหงิดง่าย ๆ ถ้าเกิดมีอะไรเปลี่ยนแปลงไปเพียงเล็กน้อย
คุณเป็นคนใจดี อีกทั้งยังไม่เก็บเรื่องแย่ ๆ ของคนอื่นมาครุ่นคิด
ดังนั้น คุณจึงมีความสามารถที่จะรักษาความสัมพันธ์ด้านความรักและความเมตตาเอาไว้ได้ยาวนาน
ใบหู
คุณสามารถเดาใจของผู้อื่นได้อย่างแม่นยำ คุณจึงสามารถเข้าใจเรื่องราวต่าง ๆ ได้เป็นอย่างดี
คุณมีอารมณ์ที่จะชื่นชมหรือมีส่วนร่วมกับความรู้สึกและความนึกคิดของผู้อื่น
อย่างไรก็ดี คุณก็สามารถที่ทำให้เกิดเรื่องตลกขึ้นได้โดยร่วมกับผู้อื่น
เพื่อที่จะบรรลุจุดมุ่งหมาย คุณก็พร้อมที่จะเสียสละให้แก่ผู้อื่นได้อย่างง่ายดาย
และเพื่อทีจะนำไปสู่ความสัมพันธ์ที่ดี คุณจะมีการควบคุมอารมณ์และการแสดงออกอันไร้เหตุผล
พฤติกรรมของคุณจึงเกี่ยวพันสอดคล้องกับความรู้สึกภายในของคุณอย่างชัดเจน 100 %
ริมฝีปาก
คุณเป็นคนหนึ่งที่มีความซื่อสัตย์มาก เมื่อคุณได้จุมพิตริมฝีปากของใครคนหนึ่ง
คุณได้แสดงออกอย่างแน่นอนถึงความหวังของการมีรักแท้
ราวกับมีการเปล่งประกายแสงออราของความเชื่อมั่น
คุณเป็นคนหนึ่งที่มีหลักเกณฑ์ทางศีลธรรมที่เข้มงวด
ช่วงคอ
ธรรมชาติความรักของคุณ คุณไม่ได้เป็นคนที่ฝันถึงเรื่องความรักชั่วนิจนิรันดร
แม้ว่าความรู้สึกในการเป็นเจ้าของในสิ่งต่าง ๆ ของคุณจะมีมากก็ตาม แต่มันก็จะจางหายไปในชั่วเวลาหนึ่ง
แม้ว่าคุณจะไม่ได้รักคนรักของคุณแล้ว แต่คุณก็มีความเห็นแก่ตัว ต้องการให้คนรักของคุณยังคงรักคุณอยู่
คุณไม่ใคร่มีความกระตือรือร้นมากเท่าใดนักต่อชีวิตของคุณเอง
และไม่ได้มีอะไรพิเศษเฉพาะเจาะจงเกี่ยวกับบทบาททางเพศของคุณ
ถ้าไม่เชื่อก็ลองเลือกตัวเลือกเหล่านี้ดูสิ ถ้าหากว่าคุณต้องการที่จะ "จูบ" ใครสักคน
คุณจะเลือก "จูบ" ส่วนไหนดีคะ
=> หน้าผาก
=> เปลือกตา
=> ปลายจมูก
=> ใบหน้า
=> ใบหู
=> ริมฝีปาก
=> ช่วงคอ
เมื่อเลือกเสร็จแล้ว ลองอ่านเฉลยดูนะจ๊ะ
---------------------------------------------------------------------------
เฉลย
หน้าผาก
คุณเป็นคนที่มีอารมณ์รุนแรง แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นคนที่รักสันติ
ชอบที่จะให้อภัยคนอื่น และต้องการความนับถือจากผู้อื่นเช่นเดียวกัน
คุณมีความสามารถพิเศษในการที่จะแสดงออกเป็นอย่างดี และเป็นคนที่มีมนุษยสัมพันธ์ที่ดีมากคนหนึ่ง
ดังนั้น คุณจึงสามารถมีชีวิตที่จะประสบผลสำเร็จในสังคมได้
และบรรดาเพื่อน ๆ ที่อยู่รอบกายคุณจะมองว่าคุณเป็นคนที่สุภาพและสามารถเข้าใจพวกเขาได้เป็นอย่างดี
เปลือกตา
คุณเป็นโรมิโอที่หัวดื้อที่สุด ผู้ซึ่งต้องการที่จะรักมาก และคุณสามารถที่จะสละทุกสิ่งได้เพื่อความรัก
ความรักของคุณจะแสดงออกมาในรูปแบบของความป่าเถื่อนและรุนแรง
จนถึงกับกลายเป็นนักรักที่ดุร้าย ทำให้บางครั้งคนรักของคุณอาจมองว่าคุณเป็นคนเห็นแก่ตัว
ปลายจมูก
ในเรื่องของความสัมพันธ์ SEX ค่อนข้างที่จะเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับคุณ
คุณให้ความสำคัญต่อมิตรภาพความซื่อสัตย์ และมีความปรารถนาอย่างรุนแรงในเรื่องของความรักและ SEX
คุณเป็นคนสนุกสนาน และไม่ใช่คนอดทนพอที่จะพักอยู่เป็นเวลานานในที่ที่คุณปราศจากความสบาย
ดังนั้น จึงเป็นการยากที่คุณจะสร้างรากฐานที่มั่นคงในอาชีพหรือการดำเนินชีวิตของคุณ
และมันจะเป็นการชี้นำว่า คุณไม่สามารถเปลี่ยนงานที่คุณทำอยู่ได้ หากปราศจากเหตุผลอันหนักแน่นเพียงพอ
ใบหน้า
คุณให้ความสำคัญกับสันติภาพอยู่เหนือสิ่งใดและเหล่าเพื่อนๆ ก็เป็นเรื่องที่มีความสำคัญอย่างมากต่อคุณ
คุณยินดีที่จะแบ่งปันรางวัลทั้งหมดของคุณแก่เหล่าเพื่อน
และคุณเป็นคนที่ไม่หงุดหงิดง่าย ๆ ถ้าเกิดมีอะไรเปลี่ยนแปลงไปเพียงเล็กน้อย
คุณเป็นคนใจดี อีกทั้งยังไม่เก็บเรื่องแย่ ๆ ของคนอื่นมาครุ่นคิด
ดังนั้น คุณจึงมีความสามารถที่จะรักษาความสัมพันธ์ด้านความรักและความเมตตาเอาไว้ได้ยาวนาน
ใบหู
คุณสามารถเดาใจของผู้อื่นได้อย่างแม่นยำ คุณจึงสามารถเข้าใจเรื่องราวต่าง ๆ ได้เป็นอย่างดี
คุณมีอารมณ์ที่จะชื่นชมหรือมีส่วนร่วมกับความรู้สึกและความนึกคิดของผู้อื่น
อย่างไรก็ดี คุณก็สามารถที่ทำให้เกิดเรื่องตลกขึ้นได้โดยร่วมกับผู้อื่น
เพื่อที่จะบรรลุจุดมุ่งหมาย คุณก็พร้อมที่จะเสียสละให้แก่ผู้อื่นได้อย่างง่ายดาย
และเพื่อทีจะนำไปสู่ความสัมพันธ์ที่ดี คุณจะมีการควบคุมอารมณ์และการแสดงออกอันไร้เหตุผล
พฤติกรรมของคุณจึงเกี่ยวพันสอดคล้องกับความรู้สึกภายในของคุณอย่างชัดเจน 100 %
ริมฝีปาก
คุณเป็นคนหนึ่งที่มีความซื่อสัตย์มาก เมื่อคุณได้จุมพิตริมฝีปากของใครคนหนึ่ง
คุณได้แสดงออกอย่างแน่นอนถึงความหวังของการมีรักแท้
ราวกับมีการเปล่งประกายแสงออราของความเชื่อมั่น
คุณเป็นคนหนึ่งที่มีหลักเกณฑ์ทางศีลธรรมที่เข้มงวด
ช่วงคอ
ธรรมชาติความรักของคุณ คุณไม่ได้เป็นคนที่ฝันถึงเรื่องความรักชั่วนิจนิรันดร
แม้ว่าความรู้สึกในการเป็นเจ้าของในสิ่งต่าง ๆ ของคุณจะมีมากก็ตาม แต่มันก็จะจางหายไปในชั่วเวลาหนึ่ง
แม้ว่าคุณจะไม่ได้รักคนรักของคุณแล้ว แต่คุณก็มีความเห็นแก่ตัว ต้องการให้คนรักของคุณยังคงรักคุณอยู่
คุณไม่ใคร่มีความกระตือรือร้นมากเท่าใดนักต่อชีวิตของคุณเอง
และไม่ได้มีอะไรพิเศษเฉพาะเจาะจงเกี่ยวกับบทบาททางเพศของคุณ
วันศุกร์ที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2552
ควาย..ย..ย (ข้อคิดดีๆ ลองอ่านดู)
ควาย..ย..ย (อ่านกันก่อนนะ)
ขณะที่ผมกำลังขับรถเดินทางไปจังหวัดลำปาง ซึ่งเป็นทางคดเคี้ยวบนเขาจะต้องใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษ ทันใดนั้นเองผมเห็นรถโผล่พ้นเหลี่ยมเขาซึ่งเป็นทางโค ้งวิ่งมาด้วยความเร็วลักษณะส่ายไปมาแถมยังกินเลนเข้า มายังถนนฝั่งของผม ทำให้ผมต้องเบรกจนตัวโก่งพร้อมกับหักรถหลบลงไหล่ทาง
คนขับเป็นผู้หญิง ก่อนที่รถจะสวนกันเขาก็ชะโงกหน้าออก จากรถแล้วตะโกนด้วยเสียงดังว่า " ควาย...ย...ย "
มันทำให้ผมโมโหมากจึงตะโกนสวนออกไปว่า "E... ค...ว...า...ย "
ขี่รถผิดกฎจราจรจนเกือบทำให้เกิดอุบัติเหตุไม่พอยังมาด่าเราอีก ยังดีนะที่เราด่ามันทันก่อนที่มันจะขับรถสวนพ้นไป
มัวแต่นึกแค้นใจที่ถูกด่าอยู่นั้นทันทีที่ผมขับรถพ้น เหลี่ยมเขา " เอี๊ยด...เอี๊ยด...โครม... " รถผมก็ชนควายเข้าอย่างจัง
( ที่จริงแล้วเขาไม่ได้ด่าเรา แต่เขาบอกเราว่ามีฝูงควายอยู่ข้างหน้า เพราะกรอบความคิดที่เกิดจากประสบการณ์ของเราทำให้เราเข้าใจผิดคิดว่าความหวังดีที่ เตือนให้ระวังเพราะมีควายอยู่ข้างหน้า กลายเป็นการคิดว่าถูกด่าว่าเป็นควาย )
นี่คือโทษของการคิดอยู่แต่ในกรอบ และมองโลกในแง่ ร้ายเสมอ
ในมุมหนึ่ง อีกมุมหนึ่ง
ในมุมหนึ่ง...
หลายครั้งที่ฉันแอบมองหน้าเค้าเวลาที่เค้าเผลอ..
เค้าน่ารักมาก แต่ทำไมนะเค้าถึงไม่เคยแม้แต่จะชำเลืองมองฉันเลย
หลายครั้งที่เค้าคุยกับผู้หญิงคนอื่น แต่ฉันกลับรู้สึกหึงไปมากมาย..
ทั้งที่เราเป็นแค่เพื่อนกัน..แต่เค้ากลับไม่เคยที่แคร์ความรู้สึกฉันเลย
หลายครั้งที่ฉันสารภาพอย่างอ้อมๆกับเค้าว่าฉันแอบหลงรักผู้ชายคนนึงอยู่..
เค้าก็รับฟังแล้วหัวเราะแล้วบอกว่า..ดีแล้วล่ะที่เธอมีความรัก..แต่ใครน๊อ จะเป็นผู้ชายที่โชคร้ายคนนั้น
หลายครั้งที่ฉันแกล้งทำสนิทสนมกับผู้ชายคนอื่น.เพื่อหวังให้เค้ามีความรู้สึกว่าหึงบ้าง
แต่เค้าก็ไม่เคยจะยินดียินร้ายสักนิด...มิหนำซ้ำยังเข้าไปคุยกับผู้ชายคนนั้นอย่างดีหน้าตาเฉย
หลายครั้ง..ที่ฉันถามเค้าว่า ถ้าเกิดเธอว่าเธอรู้สึกว่ารักใคร
แล้วเค้าไม่เคยรักตอบหรือแม้แต่จะมองมาเลย เธอจะรู้สึกอย่างไร..เค้ากลับตอบว่า เรื่องของผม
หลายครั้งที่ฉันไม่สบาย ฉันแค่อยากได้ยินคำว่า..
ทานยาหรือยัง เป็นห่วงนะ..แต่เค้ากลับแค่มองแล้วก็เดินผ่านไป
หลายครั้งที่ฉันอยากให้เค้าเดินไปส่งที่ป้ายรถเมล์..
แต่เค้าบอกว่า..ไม่ดีหรอก..เดี๋ยวแฟนเห็น
หลายครั้งที่ฉันโทรไปหาเค้า พยายามคุยแบบเพื่อนเพื่อให้เค้าไม่อึดอัดแต่เค้ากลับพูดมาว่า..
ทำไมถึงต้องโทรมาด้วย..อย่าทำให้ผมต้องพูดอะไรที่จะทำให้คุณรู้สึกไม่ดีออกไปนะ..
หลายครั้งที่ฉันอยากจะบอกความในใจออกไปให้เค้าได้รับรู้สักที..
แต่ทุกๆคำที่ฉันได้รับจากเค้า..มันเพียงพอแล้ว..ฉันไม่ต้องการที่จะบอกอะไรเลยกับเขา..ฉันไม่เกลียดเค้าหรอก
เพราะคนเรามีสิทธิ์ที่จะเลือกรักหรือเกลียดได้..ห้ามหัวใจกันไม่ได้หรอก.....
แต่ต่อไปนี้ฉันคงไม่กล้าที่จะมองเธอแล้วล่ะ ไม่คุย ไม่โทรไปหรือทำให้เธออึดอัดใจใดๆทั้งสิ้น
ลาก่อนนะคนดี...และลาก่อนความรักของฉัน......
.............อีกมุมหนึ่ง......
หลายครั้งที่ผมรู้สึกว่าคุณแอบมองผมอยู่..คุณรู้มั้ยว่ามันทำให้ผมไม่กล้าแม้แต่จะสบตาคุณ..คุณน่ารักมาก
ผมไมเคยใจสั่นแบบนี้มาก่อนเลย..สายตาคุณทำไมถึงได้ทำให้ผมเป็นได้ขนาดนี้นะ....
หลายครั้งที่ผมต้องพยายามคุยกับผู้หญิงคนอื่นๆ เพื่อให้ไม่ให้คิดกับคุณมากไปมากกว่านี้.
แต่ผมห้ามหัวใจตัวเองไม่ได้เลย..ทำไมนะ...
หลายครั้งที่คุณบอกผมว่าคุณแอบหลงรักผู้ชายคนนึงอยู่..
คุณรู้ใหม หัวใจผมมันเจ็บปวดแค่ใหน..ทำไมถึงไม่เป็นผมนะ
หลายครั้งที่ผมเห็นคุณสนิทสนมกับผู้ชายคนอื่น..ผมทรมานมากเลยรู้มั้ย...
ผมรู้สึกว่าตัวเองไร้ค่า..คุณมีแฟนแล้วสินะ..สำหรับผม..เพื่อนเท่านั้นที่คุณรู้สึกสินะ..แต่ผมก็ยอมได้..เพื่อคุณ....
ทุกครั้งที่คุณถามผมว่าถ้าผมไปหลงรักใครโดยที่เค้าไม่เคยมองเลย
ผมจะทำยังงัย..ผมตอบคุณไปแล้วนะ..เรื่องของผม..คุณรู้มั้ยว่านั่น
เป็นคำพูดที่ผมตอบกับตัวเอง..นั่นสินะ..เรื่องของผมที่จะรักผู้หญิงคนนี้โดยที่เค้าไม่เคยสนใจผมเลยแม้แต่น้อย.....
ทุกครั้งที่คุณไม่สบาย.คุณรู้มั้ยว่าถ้าผมเจ็บแทนคุณได้..ผมจะไม่รอช้าเลย..
คนดี..คุณรู้มั้ยว่าผมมองเห็นเค้าคนนั้นเอายามาให้คุณ..ผมไม่อาจทนดูภาพนั้นได้เลย..
อยากเข้าไปชกหน้าเค้า แต่ก็ทำไม่ได้..ผมถึงได้แค่มองแล้วก็เดินจากไปอย่างเงียบๆ
คุณคงไม่รู้ด้วยซ้ำว่าผมยืนมองอยู่นานแค่ไหนด้วยห้วใจที่ปวดร้าว ถุงยาในมือผมมันร่วงลงตอนไหนไม่รู้......
ทุกครั้งที่คุณบอกว่าจะให้ผมไปส่งคุณที่ป้ายรถเมล์..รู้มั้ยผมตื่นเต้นมากๆที่จะได้ไปส่งคุณ..
แต่ผมคงไม่ไปส่งคุณแค่ป้ายรถเมล์หรอก..ผมอยากส่งคนที่ผมรักให้ถึงบ้านเลย..แต่พอนึกถึงหน้าของผู้ชายคนนั้น
แฟนคุณคนนั้น..ผมไม่อยากให้คุณมีปัญหา..ผมไม่อยากให้แฟนคุณเข้าใจผิด..
ผมถึงได้บอกกับคุณว่า ไม่ดีหรอก เดี๋ยวแฟนเห็น...
หลายครั้งที่คุณโทรหาผม..หัวใจผมมันเต้นตามเสียงของโทรศัพท์
ผมไม่อยากรับโทรศัพท์คุณเลย..ผมไม่อยากให้ใจผมมันรักคุณไปมากกว่านี้อีกแล้ว..มันทรมาน..
และในที่สุดผมก็ไม่อาจทนรอให้มันดังอย่างนั้นได้อีกแล้ว..ผมรับและตัดสินใจบอกคุณไปว่า
อย่าทำให้ผมต้องพูดอะไรที่จะทำให้คุณรู้สึกไม่ดีเลย..
(คุณรู้อะไรมั้ยเพราะผมกล้วว่าผมจะสารภาพความในใจกับคุณที่มันเก็บไว้มานานออกไป..ผมกลัวใจตัวเองเหลือเกิน..
ถ้าผมเผลอพูดออกไป..คุณคงรู้สึกไม่ดี คงเกลียดผมและเดินจากผมไป..
....ผมไม่อยากให้คุณจากผมไปไหนทั้งนั้น..ผมรักคุณนะ..)
แต่หลังจากวันนั้น..ทำไมคุณถึงเมินเฉยกับผมนัก..คุณรู้ตัวมั้ยสายตาที่คุณมองผมอย่างเย็นชานั้นน่ะ..
มันทำให้ผมไม่เป็นอันทำอะไร..เป็นเหมือนเดิมได้มั้ยคนดี..กลับมาเหมือนเดิมกับผมได้มั้ย..
แม้จะได้แค่เป็นเพื่อนกับคุณเหมือนเดิมอย่างที่เคยเป็น แค่นี้ ผมก็สุขใจแล้ว
..... เพราะอะไร..บอกผมสักคำ.......
บางทีสิ่งที่คุณเห็น..หรือสิ่งที่คุณคิด...
จริงๆแล้วมันอาจไม่ได้เป็นแบบนั้นเลย....คุณรักใครทำดีกับเค้าให้มากๆ
เพราะเค้าก็อาจจะ พยายามทำดีเพื่อคุณอยู่ก็ได้..โดยที่คุณก็ไม่เคยได้รู้เลย
เคล็ดลับ10 ข้อในการจำ ศัพท์ภาษาอังกฤษ
รู้สึกสมองตื้อทุกครั้งเมื่อนึกถึงการที่ต้องท่องจำศัพท์ภาษาอังกฤษซะมากมายใช่มั้ย? ที่จริงการท่องศัพท์ไม่จำเป็นต้องเป็นงานที่ทำให้ปวดหัวหรือเหนื่อยใจเสมอไปหรอก เชิญอ่านเคล็ดลับในการเรียนศัพท์ดังต่อไปนี้แล้วนำไปใช้รับรองได้ผล !
ความเกี่ยวเนื่อง: ถ้าคุณจัดคำศัพท์ออกเป็นหมวดหมู่ขึ้นอยู่กับความเกี่ยวเนื่องสัมพันธ์กันระหว่างศัพท์แล้วเขียนออกมาเป็นแผนผังจะทำให้คุณจำคำศัพท์ได้ง่ายขึ้น
เขียน: การนำคำศัพท์นั้นมาใช้จะทำให้คุณจำได้ฝังใจยิ่งขึ้น ลองเขียนแต่งประโยคโดยนำศัพท์ใหม่ที่เรียนนั้นมาประกอบหรือแต่งเรื่องโดยใช้กลุ่มคำศัพท์หรือสำนวนที่เรียนอยู่
วาดรูป: ดึงวิญญาณศิลปินในตัวคุณออกมาใช้ โดยการวาดรูปที่แสดงถึงศัพท์ที่คุณเรียนอยู่ ภาพที่คุณวาดจะช่วยกระตุ้นความทรงจำถึงศัพท์นั้นในอนาคต
แสดง: แสดงท่าทางประกอบคำศัพท์หรือสำนวนที่คุณกำลังเรียนอยู่ หรือจินตนาการว่าคุณจะแสดงออกอย่างไรในสถานการณ์ที่คุณต้องใช้ศัพท์คำนั้น
สร้าง: ออกแบบ flashcards ศัพท์ภาษาอังกฤษพร้อมความหมายแล้วเปิดอ่านหรือท่องในยามว่าง ทำเล่มใหม่ขึ้นทุกอาทิตย์และอย่าลืมทบทวนอันเก่าไปพร้อมๆ กันด้วย
ความสัมพันธ์: กำหนดแต่ละสีให้แต่ละคำศัพท์ ความสัมพันธ์ของแต่ละคู่จะช่วยให้คุณจำศัพท์นั้นได้แม่นขึ้นเมื่อนึกถึงคำนั้นในคราวต่อไป
ฟัง: นึกถึงศัพท์คำอื่นที่ออกเสียงคล้ายๆ กับคำศัพท์ใหม่ที่คุณพยายามเรียนอยู่ ใช้ความสัมพันธ์ตรงจุดนี้ในการช่วยให้คุณจำการออกเสียงของคำใหม่นั้น
เลือก: จำไว้ว่าการเรียนในหัวข้อที่คุณชอบหรือสนใจจะทำให้คุณรู้สึกว่ามันง่ายขึ้น ฉะนั้นคุณควรใส่ใจในการเลือกคำศัพท์ที่คุณคิดว่ามีประโยชน์หรือน่าสนใจ เพราะแม้แต่กระบวนการเลือกคำที่จะเรียนก็มีผลให้คุณจำได้แม่นและเร็วขึ้นด้วยเช่นกัน !
ข้อจำกัด: คุณก็รู้ว่ามันเป็นไปไม่ได้หรอกที่คนเราจะจำศัพท์ที่มีอยู่ในดิกชันนารี่ทั้งหมดได้ในวันเดียว เพราะฉะนั้นจำกัดการเรียนศัพท์ใหม่แค่วันละ 15 คำก็พอแล้ว ซึ่งถ้าพยายามจำให้มากคำเกินไปกว่านี้แทนที่มันจะทำให้คุณรู้สึกมั่นใจกลับจะทำให้คุณสมองตื้อแทน
สังเกต: พยายามสังเกตหาคำศัพท์ที่คุณกำลังเรียนอยู่เมื่ออ่านหรือฟังภาษาอังกฤษ
15 เรื่อง ที่ทำให้เพื่อนร่วมงาน รำคาญใจ
การทำงานกับเพื่อนร่วมงานมากมายในห้องทำงานที่เปิดโล่งย่อมมีสิ่งรบกวนมากมายถ้าไม่ได้เพื่อนร่วมงานที่ดี และหงุดหงิดอารมณ์เสียเมื่อเพื่อนร่วมงานเปิดเพลงเสียงดังรบกวนอยู่ข้างๆ บางคนก็พูดโทรศัพท์เสียงดังทั้งวัน ฯลฯ ช่างไม่รู้จักเกรงใจผู้ร่วมงานคนอื่นๆ บ้างเลย นี่คือปัญหาของห้องทำงานใหญ่โตที่รวมพนักงานหลากหลายไว้ด้วยกัน และคงต้องทนกันไปเมื่อต้องเจอเพื่อนร่วมงานจอมกวน หากคุณไม่อยากเป็นคนที่น่ารังเกียจในที่ทำงาน ก็ควรระวังไม่ทำนิสัยที่ก่อความรำคาญหรือก่อความเครียดให้เพื่อนร่วมงาน
1. คุยโทรศัพท์ส่วนตัวเสียงดัง คุยได้คุยดีจนนึกว่าออฟฟิศเป็นบ้าน วันๆ ไม่ห่างจากโทรศัพท์มือถือ นอกจากจะคุยเสียงดังแล้ว ยังทำให้เพื่อนร่วมงานต้องรอคอยงานจากเขาหรือเธอ หรือหาจังหวะเข้าไปซักถามเรื่องงานที่คั่งค้างไว้ไม่ได้ ส่งผลให้งานล่าช้าไปอีก
2. ปริ้นเอกสารส่วนตัวหรือข้อมูลจากอินเทอร์เน็ตที่ไม่จำเป็นบ่อยมาก จนไปบล็อกงานเอกสารของคนอื่นๆ ที่จำเป็นเร่งด่วน
3. ไม่ยอมล้างถ้วยล้างชามสักใบ เพราะคิดว่าไม่ใช่หน้าที่ เป็นหน้าที่ของแม่บ้านประจำออฟฟิศ บางครั้งจานชามกองเป็นพะเนินส่งกลิ่นเหม็นในวันรุ่งขึ้น เพราะไม่ได้เทอาหารที่เหลือค้างลงถังขยะเสียก่อน
4. ใช้น้ำหอมกลิ่นแรงฟุ้งไปทั่วออฟฟิศ อย่าลืมว่าเพื่อนร่วมงานบางคนแพ้น้ำหอมกลิ่นฉุนๆ ก็มีนะ ไม่จำเป็นต้องฉีดน้ำหอมเผื่อแผ่คนอื่น
5. ตัดเล็บและทำเล็บในที่ทำงาน อย่าลืมว่าอยู่ในที่ทำงานนะ ไม่ใช่อยู่ที่บ้าน
6. ขโมยปากกา เพราะคิดว่าของที่อยู่บนโต๊ะใครก็ตามในห้องออฟฟิศก็เป็นของใช้ของทุกคน อย่ามีพฤติกรรมเยี่ยงนี้เพราะเจ้าของก็ต้องการใช้เหมือนกัน
7. คุยและวิจารณ์เสียงดังเกี่ยวกับงานทุกขั้นตอน เหมือนตาแก่ยายแก่ จุกจิกขี้บ่น หัดสงบจิตสงบใจเสียบ้าง คนข้างๆ ทนรำคาญจะแย่แล้ว รู้ตัวบ้างมั้ย
8. เข้าห้องประชุมสายเป็นประจำ สงสัยไม่เคยพกนาฬิกาจึงไม่รู้จักเวล่ำเวลาไม่เกรงใจคนอื่นที่รอประชุม
9. อวดรู้ไปทุกเรื่อง ไม่ว่าใครจะพูดคุยอะไรก็จะต้องสอดแทรกอวดรู้ เหมือนคนอวดภูมิความรู้ ทั้งๆ ที่ไม่มีใครถาม เพื่อนร่วมงานเอือมจะแย่แล้ว
10. ป่วยไข้ เป็นไข้หวัดใหญ่ก็ยังแสดงความเป็นฮีโร่หอบสังขารมาทำงาน แล้วก็แพร่เชื้อไวรัสให้เพื่อนร่วมงานซะงั้นแหละ ทีหน้าทีหลังหากป่วยไข้ก็ควรพักผ่อนอยู่กับบ้านนะ ไม่ต้องแสดงความขยันผิดเวล่ำเวลา
11. ชอบพูดคุยระหว่างประชุม โดยหารู้ไม่ว่าคนอื่นเขาอยากฟังเรื่องในที่ประชุมเพื่อไม่ให้พลาดข้อมูล รู้จักกาลเทศะบ้าง ก็จะดีแก่ตัวคุณเอง
12. ไม่เคยตอบตรงคำถาม เวลาเพื่อนร่วมงานต้องการความจริง พูดอ้อมไปอ้อมมาจนหาความจริงไม่เจอ หรือกว่าจะตอบตรงคำถามก็ชักแม่น้ำทั้งห้ามาพูด จนคนฟังรำคาญใจที่ตอบไม่ตรงประเด็นเสียที
13. จ้องแต่หน้าจอคอมฯ เพื่ออ่านอีเมล์เวลาเพื่อนร่วมงานมาปรึกษาหารือเกี่ยวกับงาน หัดมีมารยาทหันมามองหน้าเพื่อนร่วมงานเวลาคุยธุระเกี่ยวกับการงานด้วยนะ
14. เปิดเพลงเสียงดังรบกวนสมาธิผู้ร่วมงาน เมื่อโดนต่อว่าก็ย้อนว่าทำไมไม่เอาหูฟังมาปิดหูไว้ เออ เป็นงง ทำไมตัวเองไม่รู้จักเอาหูฟังมาเปิดเพลงฟังคนเดียวล่ะ คนอื่นต้องอุดหูตัวเอง เพื่อคุณงั้นหรือ เซ็งอ่ะ
15. ชอบผูกขาดการพูดคุย ไม่ค่อยชอบฟังคนอื่นพูด เจอเพื่อนร่วมงานแบบนี้ ก็ทำให้อยากหนีห่างๆ หรือต้องยกมือขอพูดบ้าง อย่าพูดคนเดียวสิ
วันแรกของวันที่เหลือ
ปรัชญาเต๋า; บอกว่า "คนเราไม่เคยนึกถึงตีนเมื่อรองเท้าไม่กัด"
คนเรามักมองไม่เห็นของดีที่ตนมีอยู่จนเมื่อสูญเสียมันไปแล้ว
ไม่เห็นคุณค่าของสองแขน จนกระทั่งมันอยู่ในเฝือก
ไม่เห็นคุณค่าของงาน (ที่เราว่าแย่ๆ) จนกระทั่งตกงาน
ไม่เห็นคุณค่าคนรัก (ที่เราว่าไม่เพอร์เฟ็กท์)
จนกระทั่งเธอหรือเขาไปแต่งงานกับคนอื่น
ไม่เห็นคุณค่าของพ่อแม่ (ที่เราว่าขี้บ่น) จนกระทั่งไปงานศพของท่าน
สิ่งที่คนจำนวนมากเลือกทำคือ บ่นว่าตนเองไม่มีความสุข ไม่ประสบความสำเร็จ
ไม่รวย ไม่ได้เป็นเจ้าของสิ่งนั้นสิ่งนี้ และเอ่ยประโยคยอดฮิตว่า
"มันไม่แฟร์เลย"
บางที ทุกครั้งที่เรารู้สึกว่าโลกไม่มีความยุติธรรม ก่อนที่เราจะบ่น
ลองมองตัวเราเองดูดีๆ เราจะพบว่า เรามีอะไรดีๆ หลายอย่างที่คนอื่นไม่มี
เราสามารถทำ "หนึ่งวันเดียวกัน" ของเราให้มีความหมายได้
ก็ต่อเมื่อเราเห็นคุณค่าของสิ่งที่เรามี และใช้วันนี้
วันแรกของวันที่เหลืออย่างคุ้มค่าที่สุด
เพราะวันแรกของชีวิตที่เหลือนี้ช่างสั้นเหลือเกิน
และเพราะเราไม่มีทางรู้ว่าเรามี "วันแรกของวันที่เหลือ" อยู่อีกสักกี่วัน
ลมผ่านร้านกาแฟ กับ ความทรงจำ
ในร้านกาแฟเล็กๆแห่งหนึ่ง มีแขวนกระดิ่งเล็กๆไว้ที่ประตูร้าน ทุกครั้งที่มีแขกเข้าร้าน ก็จะทำให้กระดิ่ง นั้นส่งเสียงดัง `Ding Ding`
วันหนึ่ง มีผู้ชายคนหนึ่งอายุประมาณ 30 กว่าปีเข้ามาในร้านกาแฟนี้ เจ้าของร้านสาวสวยก็รีบออกมาต้อนรับให้เขานั่งด้านใน
“กาแฟแก้วนึงครับ”
“ได้ค่ะ รอสักครู่นะคะ” เจ้าของร้านสาวพูดพลางยิ้มให้อย่างมีมารยาทแล้วก็ไปบดเม็ดกาแฟและตั้งกา ต้มกาแฟ ชายหนุ่มนั่งมองหญิงสาวอยู่ตลอด ไม่นานนัก เจ้าของร้านสาวก็นำกาแฟมาเสิร์ฟให้ที่โต๊ะชายหนุ่ม
“ขอบคุณครับ คุณเพิ่งมาเป็นครั้งแรกใช่ไหม? ”
“ รู้สึกว่าที่นี่เป็นอย่างไรบ้างคะ?” เจ้าของร้านสาวถาม
“ใช่ครับ ผมรู้สึกว่าที่นี่บรรยากาศดีมากๆเลยครับ”
“ฉันก็ชอบบรรยากาศของร้านนี้มากเหมือนกันถึงแม้ว่ากิจการร้านนี้ไม่ค่อยดีนัก ฉันกับสามีก็เสียดายไม่อยากจะปิดร้านทิ้ง” ทั้งคู่เงียบไปสักพัก
“ผมขอถามอะไรคุณบางอย่างได้ไหมครับ? เอ่อ... ก่อนที่จะถามคุณ ผมอยากจะเล่าเรื่องเรื่องหนึ่งให้คุณ “ฟังก่อน” ชายหนุ่มพูดถามขึ้นมา
“ได้ค่ะ คุณพูดมาได้เลย” เจ้าของร้านสาวก็สนใจที่จะฟัง
ชายหนุ่มก็เล่าเรื่องเรื่องหนึ่งซึ่งผ่านมานานมากแล้ว
“เมื่อก่อนผมมีแฟนคนหนึ่ง เราสองคนก็ตัดสินใจที่จะใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันในอนาคตแล้วความรักของเรา สองคนนั้นถึงแม้จะธรรมดา แต่แค่นี้ผมก็พอใจแล้ว เพราะผมรักเธอมาก เพียงแค่มีเธออยู่ข้างๆผมก็มี ความสุขมากแล้ว แต่ทว่า ความสุขอันนี้มันช่างสั้นนัก หลังจากนั้นก็มีเรื่องร้ายแรงเกิดขึ้น ก่อนหน้าพิธีหมั้นของเราสองคนหนึ่งเดือน คืนนั้นผมมีธุระต้องทำ จึงไม่สามารถไปส่งเธอกลับบ้านได้ ในคืนนั้น เธอโดนคนร้ายรุมข่มขืน...”
“ แล้วหลังจากนั้นเป็นอย่างไรคะ? ความรู้สึกของคุณที่มีต่อเธอเปลี่ยนไปหรือ?” เจ้าของร้านสาวถามด้วยความสงสาร
“ถึงแม้จะมีเรื่องเช่นนี้เกิดขึ้น ความรักของผมที่มีให้เธอก็คงยังมั่นคงมิได้แปรเปลี่ยนเลยสักนิด ผมก็ ตั้งใจจะจัดพิธีหมั้นขึ้นตามเดิม แต่... เธอคิดไม่ตก เธอเชื่อว่าเธอไม่ได้เป็นเธอคนเดิมแล้ว ในวันหมั้นของเราสองคนวันนั้น เธอผูกคอตาย โชคยังดีที่ว่าพวกเราพบเธอได้เร็ว ช่วยชีวิตเธอไว้ได้แต่เพราะว่าสมองขาดออกซิเจนนานเกินไป ทำให้เธออยู่ในสภาพไม่มีความรู้สึกตัว และอาจจะไม่ฟื้นขึ้นมาเลยก็ได้... สุดท้าย เธอก็ฟื้นขึ้นมา เมื่อผมรู้ว่าเธอฟื้นขึ้นมาแล้วก็รีบไปหาเธอ แต่พ่อแม่เธอขวางกั้นผมไว้ไม่ให้ไปพบเธอ พวกเขาคุกเข่าลงมาขอร้องผม
พูดว่าลูกสาวเขาตื่นกลัวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับตัวเธอมาก ตอนนี้ กลายเป็นว่าความทรงจำบางส่วนได้หายไป หมอบอกว่าเมื่อคโดนกระตุ้นจิตใจอย่างแรง ก็อาจจะเลือกที่จะหลบหลีกความทางจำอันนั้นโดยการฝังลึกไว้ในใจตัวเอง ไม่ต้องการที่จะจำเรื่องเลวร้ายนั้นอีก เธอลืมหมดทุกสิ่งทุกอย่างที่เกี่ยวกับเขาด้วย พ่อแม่เธอขอร้องให้ผมอย่าเพิ่งไปพบเธอสักพัก เขาไม่ต้องการให้เธอนึกถึงเรื่องน่าเศร้านั้นอีกเพราะกลัวว่าเธอจะฆ่าตัวตายอีก ผมให้สัญญากับพ่อแม่ของเธอไว้ว่าจะไม่ไปพบเธอก่อนจะครบสิบปี ถึงแม้จะบังเอิญเจอกันในที่อื่น ก็จะทำเป็นไม่รู้จัก ไม่ทักทายกันเด็ดขาด ช่วงเวลานั้นมันช่างทรมานยิ่งนัก อยากรักเธอ แต่ไม่อาจทำได้ อยากจะพบหน้าเธอ แต่ก็ไปพบไม่ได้ วันนี้ เป็นวันครบสิบปีนั้นแล้ว”
“ขอแสดงความยินดีให้ด้วยค่ะ คุณรอคอยมาสิบปีแล้ว ในที่สุดวันนี้ก็สามารถไปพบเธอได้แล้ว”
“ใช่ครับ แต่... ยิ่งใกล้ถึงเวลานี้ ผมก็ยิ่งกลัว สิบปีที่ผ่านมานี้ ความรักผมนั้นยังไม่เปลี่ยน แต่ตัวเธอล่ะ? ถ้าผมเล่าเรื่องในอดีตให้เธอฟังเธอก็ยังจำผมไม่ได้ แล้วผมจะทำยังไงดีล่ะ? หรือว่าเธอได้แต่งงานไปแล้ว ผมควรจะทำเช่นไรดี? เพราะเช่นนี้ ผมอยากจะถามคุณว่า คุณคิดอย่างไร? ถ้าแฟนผมคนนี้แต่งงานไปแล้ว ผมควรจะบอกให้เธอ ได้รับรู้เรื่องนี้มั้ย?”
เจ้าของร้านสาวก็พูดอย่างจริงใจว่า “ถ้าสมมุติว่าเธอมีแฟนแล้ว ก็ไม่เป็นไร เพราะทั้งสองฝ่ายยังไม่ได้ แต่งงานกัน คุณยังมีโอกาส แต่ถ้าเธอคนนั้นได้แต่งงานมีครอบครัวไปแล้ว คุณก็ไม่ควรไปทำลายครอบครัวเขา” ชายหนุ่มได้รับฟังแล้ว ก็แค่ตอบสั้นๆด้วยความผิดหวัง...
“นั่นสินะ...” `Ding Ding` พอดีเวลานี้ก็มีแขกคนอื่นเข้ามาในร้าน
เจ้าของร้านสาวก็พูดกับชายหนุ่มว่า “ฉันต้องไปต้อนรับแขกแล้ว เชิญตามสบายนะคะ”
เธอเดินออกไปได้สองก้าว ก็หันกลับมาถามเขาว่า
“จริงสิ คุณเพิ่งมาที่นี่เป็นครั้งแรก ยังไม่ค่อยสนิทกับฉัน มากนัก ทำไมถึงเล่าเรื่องนี้ให้ฉันฟังล่ะคะ?”
ชายหนุ่มคิดสักครู่ถึงตอบออกมา “เพราะว่า เธอคนนั้นเคยพูดเอาไว้ว่า หลังแต่งงานแล้ว เธออยากจะเปิดร้านกาแฟเล็กๆอย่างนี้เหมือนกัน”
“อ๋อ อย่างนี้เองหรือคะ” พูดจบเธอก็หันหลังกลับเดินไปต้อนรับแขกที่เข้ามาใหม่
ชายหนุ่มมองตามร่างของเจ้าของร้านสาวนั้น น้ำตาเขาค่อยๆหยาดไหลออกมา เขาตัดสินใจไม่บอกเธอว่า แท้จริงแล้วเขามาที่ร้านนี้เพื่ออะไร แฟนของเขาคนนั้น อยู่ใกล้แค่เอื้อม แต่ความสัมพันธ์ระหว่างเขาและเธอนั้นมันช่างไกลยิ่งนัก กาแฟในแก้วนั้น ก็ไม่รู้เย็นลงตั้งแต่เมื่อไหร่...
ก่อนที่จะสายเกินไป
มีหนุ่มเจ้าสำราญผู้หนึ่ง วันๆไม่ยอมทำประโยชน์อะไร ดีแต่เที่ยวเล่นไปวันๆ
ทั้งๆที่อายุอานามก็สมควรแก่การสร้างเนื้อสร้างตัว สร้างฐานะ
และมีครอบครัวแล้ว แต่เขาก็ไม่เคยคิดจะมีความรับผิดชอบ
ไม่คิดอยากจะรับภาระอะไรใดๆทั้งสิ้น
ด้วยเห็นว่าเป็นหน้าที่ของพ่อแม่อยู่แล้วที่ต้องหาเงินหาทองไว้ให้ลูก
และกิจการที่บ้านนั้น ทั้งพ่อและแม่ต่างช่วยกันทำมาหากินอย่างขยันแข็ง
จนเงินทองที่มีอยู่ชาตินี้เขาคงใช้ไม่หมดด้วยซ้ำ
วันหนึ่ง ชายหนุ่มผู้นี้และเพื่อนๆอีก 2-3 คน พากันเข้าป่า
หมายจะไปล่าสัตว์ แต่เมื่อเดินเข้าป่าไปได้สักพักใหญ่
เขาก็เกิดพลัดหลงกับเพื่อน
ชายหนุ่มจึงเดินลัดเลาะไปเรื่อยๆอย่างไม่รู้จุดหมาย เขาเริ่มหลงทาง
เขาเริ่มรู้สึกอ่อนเพลีย แต่ก็ต้องหาทางเดินต่อไป
เมื่อพระอาทิตย์เริ่มลับขอบฟ้า บรรยากาศรอบข้างมืดลง ไม่เห็นหนทาง
เขาจึงทิ้งตัวลงนอน ด้วยความหิวโหยและหมดแรง
รุ่งขึ้น..เขายังคงเดินต่อไป เพื่อหาทางออก
จนกระทั่งพระอาทิตย์กำลังจะลับเหลี่ยม เขาอีกครั้ง
แต่ขณะที่เขากำลังจะทิ้งตัวลงอย่างหมดหวัง เขาก็เหลือบไปเห็นแสงไฟจาก
กระท่อมกลางป่าหลังหนึ่ง
เขาจึงรวบรวมเรี่ยวแรงที่เหลืออยู่รีบวิ่งไปยังกระท่อมนั้น
และได้พบสามี-ภรรยาคู่หนึ่ง
ซึ่งเมื่อไต่ถามความเป็นมาของชายหนุ่มแล้ว ทั้งคู่ก็บอก
ให้ชายหนุ่มไปอาบน้ำอาบท่า แล้วจัด แจงหาข้าวปลาอาหารมาให้กิน
คืนนั้นชายหนุ่มจึงหลับไปด้วยความสุข
วันรุ่งขึ้น ชายหนุ่มตื่นขึ้นมาด้วยความแจ่มใส
และรู้สึกตื้นตันใจในความเมตตากรุณาของสองสามีภรรยาเป็นอย่างมาก
เขาจึงกล่าวขึ้นว่า
ข้าขอขอบคุณท่านทั้งสองที่ได้ช่วยชีวิตข้าในครั้งนี้
แม้เราไม่เคยรู้จักกัน แต่พวกท่านก็ให้การดูแลข้าอย่างดี
ข้าไม่รู้จะตอบแทนอย่างไร จึงจะทดแทนน้ำใจของพวกท่าน ได้
ฝ่ายภรรยาจึงยิ้มให้อย่างอ่อนโยน แล้วตอบว่า
หนุ่มน้อย ถ้าเจ้าอยากตอบแทนละก็
กลับไปทดแทนบุญคุณพ่อแม่ของเจ้าเถิด พวกเขาเลี้ยงดูอุ้มชูเจ้ามา
ให้ทั้งข้าวปลาอาหารน้ำท่าที่พักพิง จนเติบใหญ่เพียงนี้
บุญคุณนั้นใหญ่หลวงนัก เราสองคนแค่ให้ที่พักพิงเจ้าชั่วข้ามคืนหนึ่ง
เทียบกับพ่อแม่เจ้าไม่ได้หรอก
ได้ฟังดังนั้น ชายหนุ่มจึงคิดได้ว่า เขาเป็นผู้ที่หลงทางจริงๆ
.........
คนไทยเราได้รับการปลูกฝังและสั่งสอนกันมาตั้งแต่เด็กๆแล้วว่า
ความกตัญญูกตเวที นั้น
เป็นคุณธรรมสำคัญที่เราควรปฏิบัติต่อพ่อแม่และผู้มีบุญคุณแก่เรา แต่
เชื่อว่าคนจำนวนไม่น้อยที่มองข้ามพระคุณของพ่อแม่
ผู้ซึ่งอยู่ใกล้ตัวที่สุด
โดยคิดว่าสิ่งที่พ่อแม่ทำนั้นเป็นหน้าที่ที่ต้องทำ
แต่ในขณะที่ผู้อื่นหยิบยื่นน้ำใจให้เพียงเล็กน้อย เราก็ตื้นตัน
ชื่นชม และประทับใจไม่ลืม อย่างนี้มันยุติธรรมสำหรับผู้ให้กำเนิด
เราแล้วหรือ
จงอย่าปล่อยให้ช่วงเวลาดีๆที่มีโอกาสตอบแทนบุญคุณพ่อแม่ผ่านเลยไป
โปรดตอบแทนความรักอันยิ่งใหญ่นั้นในทุกๆวันของชีวิตเรา
...ก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป
วิ่งตามอะไรกันในชีวิต
วิ่งตามอะไรกันในชีวิต
มีเรื่องเล่าว่า... มีพระองค์หนึ่ง...ชอบทำอะไรแปลกๆ...
วันหนึ่ง...พวกกรุงเทพฯ...เอากฐินไปทอดที่วัด...
จัดงานกันใหญ่โต...มีหนัง...มีลิเก...มีดนตรี...ผู้คนแห่กันมามืดฟ้ามัวดิน...
ก่อนทอดกฐิน..ผู้คนมารวมกันเต็มศาลา...
หลวงพ่อเรียกเด็กวัดมา...
บอกให้ไปเอาเนื้อจากโรงครัวมาก้อนหนึ่ง...แล้วเอาเชือกมาด้วย...
หลวงพ่อจัดการ...เอาเนื้อ...ผูกติดกับหลังหมา...
ผูกเสร็จ...ก็ปล่อยหมา ...
หมาเห็นเนื้ออยู่บนหลัง...ก็ไล่งับ...
พอหัวโดดงับ...ตัวก็ขยับหนี...
เพราะหมามันกัดหลังตัวเองไม่ถึง...
ยิ่งโดดงับเร็ว...ก้อนเนื้อก็หนีเร็ว...
โดดไม่หยุด...เนื้อก็หนีไม่หยุด...น่าสงสารหมามาก...
หมาโดดอยู่นาน...งับเท่าไหร่...เนื้อก็ไม่เข้าปากสักที...
ผู้คนบนศาลา...พากันหัวเราะชอบใจ...
หัวเราะเยาะหมา...ว่าทำไมมันถึงโง่ยังงี้...
ไล่งับ...จะกินเนื้อ...ที่ตัวเองไม่มีทางไล่ตามทัน ตลอดชีวิต...
หลวงพ่อ...มองดูด้วยความสนุกสนานจนหนำใจแล้ว...
ก็แก้เชือกออกมากหลังหมา...
แล้วหันมาพูดกับญาติโยมว่า...
มนุษย์เรา...มีความรู้สึกว่า...ตัวเองพร่อง...ตัวเองยังไม่เต็ม...
ต้องเติมตลอดเวลา...เติมไม่หยุด...เพื่อให้ตัวเองเต็ม...
เราอยากสวย...อยากทันสมัย...
ไปหาซื้อเสื้อผ้าที่สวยที่สุด...ทันสมัยที่สุดใส่...
ดีใจได้เดือนเดียว...มีรุ่นใหม่ออกมาอีกแล้ว...สวยกว่า...ทันสมัยกว่า...
อยากได้โทรศัพท์มือถือรุ่นใหม่...
ซื้อเสร็จ ๓ เดือน...รุ่นใหม่ก็โผล่มาอีกแล้ว...
ซื้อคอมพิวเตอร์ทันสมัยที่สุด...
๒ เดือนต่อมา...มีรุ่นใหม่กว่าออกมา...ของเราตกรุ่น...
ซื้อรถเบนซ์...ทันสมัยที่สุด...แพงมาก...
ขับได้ ๖ เดือน...มีรุ่นใหม่ออกมาอีกแล้ว...
ทันสมัยกว่า...แพงกว่า...ของเรากลายเป็นเชย...
เราต้องก้มหน้าก้มตา...ทำงานทั้งวัน ทั้งคืน...หาเงินมา...
เพื่อมาทำให้ตัวเองทันสมัย...
ซื้อเสื้อผ้าใหม่...มือถือใหม่...คอมพิวเตอร์ใหม่...รถยนต์คันใหม่...
เหน็ดเหนื่อยแสนสาหัส...
เพื่อไม่ให้ตัวเองตกรุ่น...
ปัจจุบัน...
เรากำลังไล่งับความทันสมัย...เหมือนหมาที่ไล่งับเนื้อบนหลังของมัน...
ทั้งที่รู้ว่า...ต่อให้ไล่งับทั้งชีวิต...ก็ไม่มีทางตามทัน...
น่าสงสารไหมโยม...
คนเต็มศาลา...เมื่อกี้หัวเราะครึกครื้น...
ด่าว่า...หมามันโง่...
ตอนนี้เงียบสนิท...เหมือนไม่มีคนอยู่...
ไม่รู้ว่า...กำลังสงสารหมา...
หรือ...กำลังทบทวนความโง่...ตัวเอง
ลักษณะของคนขี้อิจฉา (ระวังให้ดี)
ลักษณะของคนขี้อิจฉา (ระวังให้ดี)
อิจฉาเธอมีคนรัก อิจฉาเธอที่สวย อิจฉาที่เธอรวย อิจฉาที่เธอเก่ง และอิจฉาที่ไม่เป็นเรา
เหลือเกินว่า ไม่มีใครไม่รู้จักคนขี้อิจฉา เพราะคนประเภทนี้ มีอยู่มากมายมหาศาล ในสังคมอลเวงที่พวกเราอาศัยอยู่ที่สำคัญ การอิจฉาเป็นความรู้สึกที่พุ่งปี๊ดขึ้นมาเหนือจิตใจ ยากที่เหตุและผลในสมองของพวกเรา จะห้ามมันไว้ได้ทัน หลายครั้งที่ไดยินว่า ถ้ามนุษย์เราอิจฉากันธรรมดาคงไม่มีปัญหาอะไร แต่ถ้าเติมคำว่า “ริษยา” เข้าไปด้วยล่ะก็…ไม่แน่ เพราะริษยาจะนัยยะแห่งความโกรธ เกลียด และเคียดแค้นของมันอยู่ในที่ แต่ไม่ว่าคุณเคยอิจฉาริษยาหรือไม่ หรือแค่อิจฉารพดับเฉยๆถ้าเป็นน้อยๆไม่เป็นไร แสดงว่ายังเป็นคนปรกติแต่ถ้าไม่เป็นเลยจะดีกว่าและถือว่าเป็นเรื่องที่ดีมาก
ทว่าเมื่อใดรู้สึกว่า ฉันอิจฉาได้อิจฉาดี อิจฉาใครต่อใครได้ทั้งวัน…รู้ไหมว่า เริ่มเข้าข่ายต้องไปตรวจสุขภาพจิตกันแล้ว
เพราะอะไรนะหรือ ก็เพราะคนขี้อิจฉา ถือเป็นคนที่สร้างความทุกข์ให้กับตัวเอง คนเหล่านี้ชอบเอาตัวเองไปเปรียบเทียบกับคนอื่นบ่อย พอเอาไปเปรียบเทียบแล้วแทนจะสบายใจ เปล่าหรอก กลับรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจในชะตา และวาสนาตัวเองมากขึ้น…บุคคลแบบนี้ช่างน่าสงสารพฤติกรรมที่แสดงออก ก็เลยเป็นไปในทิศทางลบและชิงชังผู้อื่น เช่น ชอบติฉินนินทา,ติเติยนคนอื่นซ้ำซาก,พูดถึงแต่คนอื่นในทางเลวร้าย ไม่มองความจริงของชีวิตว่า คนเรามีทั้งดีและเสีย มีทั้งนำเน่าและน้ำดี มีทั้งบุญและกรรมทำให้กลายเป็นคนไม่มีความสุขกับชีวิต ว่าแล้ว ใครที่กำลังเป็นหรือเป็นไปแล้ว ขอให้หักหามความอิจฉาเอาไว้ อย่าให้มันเปิดเผยว่า คุณเป็นคนขี้อิจฉาให้คนอื่นเห็น เพราะจะทำลายตัวคุณเองและทำลายผู้อื่นด้วย
ส่วนถ้าเราได้ไปอยู่ใกล้ คนขี้อิจฉาขึ้นมาด้วยความจำยอม หรืออะไรก็แล้วแต่รู้ไหมว่า คุณสามารถช่วยคนเหล่านี้ได้ ด้วยการ….
บอกให้เขามองตังเองในแง่บวกมากขึ้น ต้องฝึกมองให้ออกว่า ความทุกข์ก็ดี ความสุขก็ดี ที่แต่ละคนได้รับนั้น ล้วนเป็นผลมาจากการกระทำของผู้นั้นทั้งสิ้น เขาได้ดีก็เพราะเขาเคยทำดี เขาได้ไม่ดีก็เพราะเขาทำไม่ดีเช่นกัน แต่ละคนก็ลงทุนแรงมาทั้งนั้น เราเองก็เช่นกัน ถ้าทำดีก็ได้ดี ทำชั่วก็ได้ชั่ว มันเป็นกฎแห่งกรรมธรรมดา ไม่มีใครได้ดีหรือชั่วเกินกว่าที่ตัวเองได้ทำไว้หรอก ทุกคนล้วน “สมควร” ได้รับในสิ่งที่ตัวเองได้กระทำไว้ทั้งนั้น
มองหาข้อดี-ข้อเด่นในตังเองให้พบ การที่เราเป็นคนขี้อิจฉา แสดงว่าคุณเป็นคนชอบเอวตัวของคุณองไปเปรียบเทียบกับคนอื่น หรือเป็นคนที่ไม่พอใจกับสิ่งที่คุณเป็นอยู่ ต้องค้นหาสาเหตุที่ตัวคุณ คุณมีปมอะไรอยู่หรือ ซึ่งจริงๆแล้วตองแก้ที่จิตใจของคุณเอง ถ้าคุณค้นพบข้อดีในตัวเองและพัฒนาข้อดีในตัวคุณนั้นให้ดียิ่งขึ้นไป โดยเราไม่ต้องไปเปรียบเทียบกับคนอื่น การอิจฉาจะไม่เกิดขึ้นได้เลย นั่นคือ การยอมรับในสิ่งที่คุณเป็น ฟังดูง่ายแต่อาจทำยาก ต้องค่อยๆฝึก อย่างเช่น เราคนอื่นรวย แล้วเราไปอิจฉาเขา เราต้องค้นลงไปว่าที่เขารวย เขารวยเพราะอะไร เขาขยันทำมาหากิน หรือโกงกินบ้านกินเมือง คุณไม่ควรจะอิจฉาคนแบบนั้นเลย คือนำความอิจฉานั้นมาพัฒนาตัวเราเป็นสิ่งที่ดี เห็นคนอื่นเขาสวยกว่าเรา รูปร่างสูงกว่าดีกว่าเรา เพราะอะไรที่เขาเป็นดารา เพราะเขากินแล้วออกกำลังกาย เขายอมอดเพื่อให้หุ่นสวย เราก็ทำแบบเขาบ้าง
แนะให้มีความเมตตากรุณาต่อคนรอบข้างมากขึ้น ส่วนใหญ่ผู้ที่เกิดโรคอิจฉาริษยานั้น มักอยู่บนสมมติฐาน 2 ประการ คือ ประการแรกเกิดจากความน้อยเนื้อต่ำใจ คิดว่าตัวเองด้อยกว่าผู้อื่น เช่น จนกว่า สวยน้อยกว่า เก่งน้อยกว่า ประการที่สอง เกิดจากการคิดว่าตัวเองดีกว่าคนอื่น แต่ไม่ได้รับการยอมรับ หรือได้ในสิ่งที่ตนเองคิดว่าน่าจะต้องได้มากกว่าผู้อื่น เช่นคิดว่า ตัวเองทำงานเก่ง ฉลาด น่าจะต้องได้รับตำแหน่งที่คาดหวัง แต่กลับไมได้ ลองคิดทบทวนดูว่าการที่คนอื่นได้ตำแหน่งที่ดีกว่าได้เงินเดือนเยอะกว่า เป็นเพราะอะไร เป็นเพราะว่าประจบเจ้านาย แสร้งแกล้งทำหรือว่าความจริงแล้วทำงานดี ขยัน อดทน เจ้านายรัก ถ้าเป็นแบบนั้นมองกลับมารที่ตัวเราเองเลยว่าเราควรปรับปรุงอย่างไรบ้าง ความขยันและความอดทนจะทำให้เราประสบความสำเร็จได้เองได้ดีเพราะตัวเราเองหรือว่าอยากได้ดีเพราะการเสแสร้ง สิ่งไหนที่ยั่งยืนและยาวนานกว่ากัน ความดีที่เราทำใครอาจจะไม่รู้แต่ตัวเรารู้ ให้ทำดีต่อไปเถอะแล้วจะเกิดผลดีตอบ ขยัน และอดทนทุกอย่างก็ผ่านพ้นไปด้วยดี เชื่อได้แน่ๆว่าถ้าเราสามารถทำได้ดังที่กล่าวมาการใช้ชีวิตประจำวันก็จะมีความสุข ความสมหวัง ตลอดไป
ดังนั้น ตำรับยาที่จะแก้โรคนี้ได้ ตองใช้สูตรที่ชื่อว่า “ความเมตตา” คือ รู้จักรักตัวเองและผู้อื่นให้เป็นมีความปราถนาดีต่อตนเองและผู้อื่น ไม่ว่าจะเป็นคนในครอบครัว ที่ทำงานหรือแม้แต่กับศัตรู
วิธีใช้เมื่อตื่นนอนทุกเช้าให้ริน “ความเมตตา” ออกมาจากใจ สัก 2 ช้อนโต๊ะแล้วทานก่อนอาหารเช้า จะให้เรามองโลกด้วยความสดชื่น ไม่ไปคอยจับผิดผู้อื่นให้เกิดความขุ่นข้องหมองใจต่อกัน ทำอะไรกับใคร ก็จะทำด้วยความรัก เพราะความเมตตาจะเป็นเหมือนน้ำที่ช่วยดับธาตุไฟ อันร้อนรุ่มกลุ้มใจให้ลดน้อยและหากจะให้หายเร็วยิ่งขึ้น อาจจะเพิ่มกลางวัน เย็น และก่อนนอน อีกครั้งละ 1 ช้อนชา พร้อมฝึกลมหายใจ ด้วยการหายใจเข้าก็ “เฮ้อเธอ” หายใจออกก็ “เฮ้อเธอ” คือให้เห็นแก่ตัวให้น้อยลง และเห็นแก่คนอื่นให้มากขึ้น ไม่นานโรคอิจฉาริษยาก็จะลดน้อยถอยลงไป หากทานเป็นประจำ สม่ำเสมอ ก็จะทำให้หน้าตายิ้มแย้มแจ่มใส มีเสน่ห์ให้คนอื่นรัก และยอมรับเรามากขึ้น ทำให้เรารู้สึกมีค่า ไม่ด้อยไปกว่าใคร และนำมาซึ่งสิ่งที่เราปราถนาได้ในที่สุด
แง่คิดระหว่างตนกับผู้อื่น
แง่คิดระหว่างตนกับผู้อื่น
เมื่อเราจับกลุ่มนินทาผู้อื่น เราคิดว่าเป็นการวิพากษ์วิจารณ์
เมื่อคนอื่นจับกลุ่มนินทาเรา เราคิดว่าเป็นการนินทา
เมื่อเราใช้จ่ายไม่อั้น เราคิดว่าเราเป็นคนขว้างขวาง
เมื่อคนอื่นใช้จ่ายไม่อั้น เราคิดว่าเขาเป็นคนสุรุ่ยสุร่าย
เมื่อเราตระหนี่ เราคิดว่าเราเป็นคนมัธยัสถ์
เมื่อคนอื่นตระหนี่ เราคิดว่าเขาเป็นคนขี้เหนียว
เมื่อเราเสียเปรียบผู้อื่น เราคิดว่าเราเป็นคนซื่อสัตย์
เมื่อคนอื่นได้เปรียบเรา เราคิดว่าเขาเป็นคนโกง
เมื่อเราทำผิด เราคิดว่าเป็นความพลั้งเผลอ
เมื่อผู้อื่นทำผิด เราคิดว่าเขาเป็นคนเซ่อ
เพราะชีวิต.. นับหนึ่งได้เสมอ
บางช่วงเวลาของชีวิต เคยรู้สึกบ้างไหมว่า "ตัวเองกำลังประสบกับความล้มเหลว"
ถ้าเคย ... ก็ไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะถ้ามีคำว่า "ความสำเร็จ" ก็ต้องมีคำว่า "ล้มเหลว"
เป็นของคู่กัน เพียงแต่ว่าคุณจะต้องรับกับสถานการณ์ความล้มเหลวแล้วลุกขึ้นสู้
อีกครั้งได้อย่างไร? ชีวิตนับหนึ่งได้ และเริ่มต้นใหม่ได้เสมอ โดยยึดหลักง่าย ๆ
ไว้เตือนใจตัวเองว่า....
'๑' = ทำดีที่สุดแล้ว = '๑'
--------------------
คนที่ไม่เคยล้มเหลวคือคนที่ไม่เคยทำอะไรเลย คนที่ประสบความล้มเหลว
คือคนที่น่ายกย่องมากกว่า เพราะอย่างน้อยก็ได้ลงมือทำ อย่ากลัวกับ
ความล้มเหลวที่จะเกิดขึ้น เพราะมันจะเป้นบทเรียนและประสบการณ์อันยิ่งใหญ่
ให้เราได้เรียนรู้ว่า หนทางแห่งความสำเร็จอยู่ตรงไหน ... อย่างไร?
ให้คิดเสียว่า ... "เราทำดีที่สุดแล้ว"
'๒' = อย่ายอมแพ้ = '๒'
------------------
ไม่มีใครจะแพ้ตลอด และไม่มีใครจะเป็นผู้ชนะตลอดกาล ฉะนั้น จงอย่ายอมแพ้
โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับการแพ้ใจตัวเอง ทุกครั้งที่คุณหกล้มหรือก้าวพลาด จงอย่า
ยอมแพ้ ให้ลุกขึ้นสู้และก้าวเดินต่อไปอย่างสง่างามอีกครั้ง แพ้อะไรก็แพ้ได้แต่
อย่าแพ้ใจตัวเองก็แล้วกัน เพราะถ้าเราแพ้ใจตัวเอง นั้นหมายถึงเราโดนน๊อคตั้งแต่
ยังไม่เริ่มชกแล้ว จงบอกกับตัวเองว่า หนทางแห่งชัยชนะยังรอคุณอยู่ข้างหน้า
ค่อย ๆ ตั้งสติ คิดอย่างมีสติ และรอบคอบ แล้วลุกขึ้นมาสู้อีกครั้ง
'๓' = นับหนึ่งถึงร้อย = '๓'
--------------------
ทุกครั้งที่ท้อถอย หรือหมดกำลังใจ ก่อนจะเดินถอยหนี หยุดคิดสักนิด ลองนับ
หนึ่งถึงร้อยก่อน อย่าตัดปัญหาด้วยการทิ้งปัญหา และหันหลังเดินจากไป นั่นไม่ใช่
วิธีการแก้ปัญหาที่ดี เพราะปัญหามันยังคงหมักหมมอยู้ตรงนั้น จงบอกกับตัวเอง
ให้อดทน..อดทน...และอดทน รอวันเวลาและโอกาสที่จะมาถึง แล้วค่อย ๆ เดิน
หน้าสู้ต่อไป
'๔' = เหนื่อยนักก็พักก่อน = '๔'
--------------------------
วันนี้อาจจะเหนื่อย และท้อแท้กับปัญหาที่เกิดขึ้น นั่นอาจเป็นสัญญาณที่ดีอย่าง
หนึ่งที่คอยเตือนให้เรารู้ว่า ถึงเวลาแล้วที่เราต้องหยุดพักเสียบ้าง
หยุดพักเพื่อที่จะทบทวนกับปัญหาที่ผ่านเข้ามาในชีวิต หยุดพักเพื่อถอยออกมา
หนึ่งก้าว แล้วมองย้อนไปมองดูปัญหาในอีกมุมหนึ่ง บางที่อาจทำให้เรามองเห็น
ปัญหาในมุมที่กว้างขึ้น
การหยุดพักไม่ได้หมายถึงการทำให้เราต้องยอมแพ้ หรือถอยหลัง แต่การหยุด
พักจะทำให้เราได้ชาร์ทแบตเตอรี่ หรือเติมกำลังใจให้เข้มแข็งขึ้น และมีเรียวแรง
ที่จะสู้กับปัญหาต่อไป
'๕' = หยุดคิดเพื่อทบทวน = '๕'
-------------------------
การหยุดคิดเพื่อทบทวนจะทำให้เราแก้ปัญหาได้ดีขึ้น เพราะบางทีการหมกมุ่นอยู่
กับสิ่งใดสิ่งหนึ่งนาน ๆ อาจทำให้เรามองไม่เห็นปัญหา หรือวนอยู่กับปัญหานั้นซ้ำ ๆ
ซาก ๆ และถึงทางตันจนหาทางออกไมเจอ
อย่าลืมว่าในมุมมืดที่สุดก็ต้องมีมุมสว่างเล็ดลอดอยู่บ้าง ค่อยๆ คิด ค่อยๆ ทบทวน
แล้วเราจะค้นพบทางสว่างและหาทางออกเจอในที่สุด
๐ บางทีทางออกใหม่จะดีกว่าทางเดิมที่เราเคยเดินมาเสียอีก ๐
'๖' = โอกาสต้องเป็นของคุณ = '๖'
-----------------------------
วันนี้ ... เวลานี้ โอกาสอาจยังไม่เป็นของเรา แต่วันข้างหน้าโอกาสต้องเป็นของ
เราไม่ช้าก็เร็ว อย่างน้อยตอนนี้เราก็มีเวลาอย่าเพียงพอที่จะเก็บเกี่ยวความรู้
ประสบการณ์ ความเชื่อมั่น และพลังใจที่จะฝ่าฟันอุปสรรคให้ประสบความสำเร็จ
ได้ต่อไป
'๗' = ต้องชนะ = '๗'
--------------
เมื่อเราเรียนรู้ที่จะแพ้ เราก็ต้องเรียนรู้ที่จะชนะด้วย ชัยชนะอาจไม่ได้มาง่าย ๆ
แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าเราจะแพ้ตลอดไป "อย่ากลัวที่จะแพ้ และอย่าประมาท
กับชัยชนะที่จะมาถึง"
จงเรียนรู้จากบทเรียนของความพ่ายแพ้ และนำสิ่งนั้นมาเป็นหนทางสู้ต่อเพื่อให้ได้
มาซึ่งชัยชนะ เมื่อเราเคยแพ้ เรายิ่อมรู้ดีว่าวิธีที่จะนำมาซึ่งชัยชนะนั้นต้องทำ
อย่างไร? จงบอกกับตัวเองว่า เราจะต้องเป็นผู้ชนะให้ได้
'๘' = กล้าที่จะฝัน = '๘'
-----------------
คนที่ไม่เคยมีความฝันคือคนที่ตายแล้ว ไม่ผิดที่ทุกคนจะฝัน เพราะมนุษย์ทุกคน
ย่อมมีความฝัน และฝันของแต่ละคนย่อมแตกต่างกันออกไป
จงกล้าที่จะฝัน และทำสิ่งที่ท้าทายความฝันนั้น แต่อย่าทะเยอทะยานจนเกินความ
เป็นจริง จงก้าวทีละขั้น ก้าวช้า ๆ ก้าวอย่ามั่นใจ เพื่อทำให้ทุกความฝันของเรา
เป็นจริง
'๙' = คิดและวางแผน = '๙'
---------------------
จะถูกบ้างผิดบ้างก็ไม่เป็นไร แต่จงคิดและวางแผนของเราเสียแต่วันนี้บางทีความ
คิดของเราอาจจะเข้าทางใครสักคน หรือเป็นเรื่องที่ดีก็ได้ อย่าดูถูกความคิดของ
ตัวเอง อย่าคิดว่าความคิดของเราเป็นเรื่องประหลาด บางทีความคิดประหลาดอาจ
เป็นความคิดที่เข้าท่าก็ได้
อย่าลืมว่า ความคิดแปลก ๆ ใหม่ ๆ สามารถสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ ในโลกมามากแล้ว
ลองคิดดัง ๆ แล้วบอกความคิดของเราให้คนรอบข้างได้รู้บ้าง บางทีความคิดดี ๆ
ของเราอาจจะเป็นของขวัญชิ้นโบว์แดงสำหรับโลกก็ได้ ใครจะรู้
'๑๐' = ไปให้ถึงเป้าหมาย = '๑๐'
-----------------------
มนุษย์ทุกคนต่างก็มุ่งไปสู่เป้าหมายแห่งความสำเร็จข้างหน้าด้วยกันทั้งนั้น จะไป
ได้ช้าหรือเร็วนั้น อยู่ที่วิธีการและแนวทางของแต่ละคน
กว่าจะถึงภูเขาที่สูงชันย่อมต้องเจอกับขวากหนามที่แหลมคม สติและสมาธีที่
มุ่งมั่นเท่านั้นที่จะทำให้เราเดินผ่านขวากหนามได้
ผู้ฉลาดเท่านั้นย่อมเรียนรู้ที่จะใช้ข้อผิดพลาดนั้นให้เป็นประโยชน์ และผู้ที่อดทน
เท่านั้นที่จะก้าวไปสู่ยอดเขาอันสูงชันได้
ยอดเขาสูงชัน ... ยิ่งสูงยิ่งหนาว แต่เราจะไม่เหน็บหนาวเพียงลำพัง ถ้าเราไม่
ลืมว่าบรรยากาศบนพื้นดินที่เคยเดินผ่านมานั้นเป็นอย่างไร
๐ ให้โอกาสและกำลังใจกับตัวเอง และจงบอกกับตัวเองเสมอว่า ๐
.......... ชีวิตนับหนึ่งได้เสมอ ..........
ร่างกายเราทำ อะไรบ้างใน 24ชั่วโมง
ร่างกายเราทำอะไรบ้างใน24ชั่วโมง
นักวิทยาศาสตร์ชาวรัสเซียได้วิจัยและค้นคว้าร่างกายของมนุษย์เราว่า
ทำอะไรบ้างในแต่ละชั่วโมง
*01.00 น. คนส่วนใหญ่จะนอนหลับ
ร่างกายจะมีความรู้สึกไวต่อความเจ็บปวดมาก
02.00 น. นอกจากตับแล้ว ส่วนต่างๆ
ของร่างกายจะเคลื่อนไหวช้ามาก
03.00 น. ร่างกายทั้งหมดจะพักผ่อน กล้ามเนื้อจะผ่อนคลาย
ความดันจะต่ำ ชีพจรจะเต้นช้า การหายใจก็จะช้า
*04.00 น. สมองได้รับเลือดไปหล่อเลี้ยงน้อยมาก
ผู้คนจำนวนไม่น้อยที่ตายไปในระยะเวลานี้
05.00 น. ไตจะไม่ทำหน้าที่กรอง
เนื่องจากเราได้พักผ่อนมาระยะเวลาหนึ่ง ดังนั้น
ในเวลาตื่นนอนอารมณ์จะรู้สึกสดชื่นเป็นพิเศษ
06.00 น. ความดันเลือดจะสูงขึ้น หัวใจจะเต้นเร็วขึ้น
07.00 น. ภูมิต้านทานโรคในช่วงนี้จะดีมาก
เพราะร่างกายได้พักผ่อนมาแล้ว
*08.00 น. ตับจะทำหน้าที่ขับพิษออกจากร่างกาย
ในช่วงนี้ไม่ควรดื่มสุรา
09.00 น. จิตใจ อารมณ์ การทำงานจะดีมากในช่วงนี้
10.00 น. เป็นช่วงที่ร่างกายและสุขภาพจะดีมาก
เหมาะที่จะทำงาน
11.00 น. เป็นช่วงที่ขยันขันแข็งในการทำงาน
ร่างกายยังไม่อ่อนเพลีย
12.00 น. ช่วงตอนที่จะหยุดงาน
ทางที่ดีที่สุดอย่าเพิ่งรับประทานอาหาร ควรจะรอช้ากว่าไปอีกสักหน่อย
แล้วทานเอาช่วงเวลาประมาณ 12.30 หรือ 13.00 น. ก็จะดี
13.00 น. ตับจะพักผ่อน
เนื่องจากเวลาการทำงานที่ดีได้ผ่านไปแล้ว
ร่างกายในช่วงนี้จะเริ่มรู้สึกอ่อนเพลีย
*14.00 น. เป็นช่วงระยะเวลาที่ร่างกายรู้สึกอืดอาด
เชื่องช้าที่สุดในระยะหนึ่งของแต่ละวัน
15.00 น. ระบบต่างๆ ของร่างกายจะมีปฏิกิริยาที่ไวมาก
สมรรถภาพของพละกำลังเริ่มฟื้นฟูขึ้น
16.00 น. ในกระแสเลือด จะมีน้ำตาลเพิ่มขึ้น
แต่ก็จะลดลงอย่างรวดเร็ว
17.00 น. สมรรถภาพในการทำงานจะเพิ่มขึ้น
จะเห็นได้จากนักกีฬาที่ออกกำลังกาย จะมีเรี่ยวแรงเพิ่มมากขึ้น
18.00 น. ความรู้สึกต่ออาการเจ็บปวดจะลดน้อยลง
ขอให้เพิ่มการออกกำลังกาย
*19.00 น. ความดันของเลือดจะเพิ่มสูงขึ้น
อารมณ์จะไม่ค่อยดีนัก มักจะเกิดงขึ้นได้ด้วยสาเหตุเล็กๆน้อยๆ
20.00 น. น้ำหนักตัวจะรู้สึกเพิ่มมากขึ้น
สะท้อนออกถึงความผิดปกติอย่างรวดเร็ว
*21.00 น. อารมณ์จะกลับเข้าสู่สภาพปกติ ความจำจะดีขึ้น
สามารถคิดสิ่งต่างๆ ออกได้
22.00 น. ในกระแสโลหิต จะเต็มไปด้วยเม็ดเลือดขาว
อุณหภูมิในร่างกายจะลดต่ำลง
*23.00 น. ร่างกายตระเตรียมพักผ่อน
เพื่อปรับปรุงซ่อมแซมเซลล์ต่างๆ ที่สึกหรอ
24.00 น. เข้าสู่ชั่วโมงแห่งการหลับไหล
6 สัญญาณบอกว่าเพื่อน กำลังหลอกใช้คุณ
การมีเพื่อนซี้สุดสนิท ที่เที่ยวออกไป ไหนมาไหน ด้วยกันตลอดเวลานั้น ไม่ได้ หมายความว่า เธอจะเป็น เพื่อน ที่ดีเสมอไป บางครั้ง เราอาจ กำลัง ถูกเพื่อนเอาเปรียบ โดยไม่ รู้ตัว มาดูสิว่าอะไรคือ สัญญาณที่บอก ให้รู้ว่า เรากำลังถูกเพื่อนหลอกใช้
1. เพื่อนชอบขอร้องให้เราทำเรื่องที่ทำให้เรารู้สึกไม่ดี รู้สึกผิด หรือรู้สึกหงุดหงิดไม่พอใจ
ข้อนี้ละตัวดีนัก คิดดูสิ เดี๋ยวก็ขอให้เรามาทำไอ้นู้นให้ทำไอ้นี่ให้ ซึ่งล้วน แล้วแต่เป็นสิ่งที่เราไม่ชอบ ไม่อยากทำ บางเรื่องอาจไม่ใช่ เรื่องถูกหรือ เรื่องผิด แต่เป็นเรื่องที่เราไม่ช้อบไม่ชอบ เช่น รู้ทั้งรู้ว่า เราไม่ชอบกิน ก๋วยเตี๋ยวร้านนี้ ไม่ชอบกินข้าวร้านนั้น หรือไม่ชอบหน้า เพื่อนคนนี้ ก็ยังบังคับให้เราไปกิน หรือชวนเราไป นั่งคุยกับเพื่อน ที่เราไม่ชอบหน้า โดยไม่สนใจความ รู้สึก ของเรา ไม่สนว่า เราจะอึดอัด หรือกร เดือกข้าวไม่ลง เพราะคุณเธอชอบ ของเธอ อย่างนั้นนี่ ใครจะทำไม
2. ชอบโม้แต่เรื่องของตัวเองเท่านั้น
วู้ยเหลือจะทนจริงๆค่ะท่านผู้ชม วันๆเอาแต่นั่งโม้นั่งสาธยาย แต่เรื่อง ของตัวเอง เช่น ฉันเพิ่งซื้อกระเป๋าลูกลิงใบละห้าพัน แบบใหม่ล่าสุดเลย นะเธอ หรือ เมื่อวานนี้มีลูกอธิบดีมาจีบ แต่ฉันไม่สนหรอกย่ะ ขนาดวันนี้ หนุ่มหล่อ ลูกนายก (สมาคมอะไรสักอย่าง) มาชวนไปทานข้าว ฉันยัง เซย์โน เลยนะ
นอกจากเอาแต่โม้เรื่องตัวเองแล้ว ถ้าเราขืนพูดเรื่อง ของเราออกไปบ้าง คุณเธอนอกจากจะไม่ฟัง ยังเกทับบลั๊ฟแหลกอีกต่างหาก ถ้าเราเล่า เรื่อง ความเริ่ดของเราออกไป เธอจะสาธยายความเริ่ดกว่า ออกมาอีก สิบเท่า หรือถ้าเรารำพันถึงความซวย เธอก็จะมีเรื่องราวความแสน ซวยของเธอ มาทับถม เรียกว่าเรื่องเราจืดไปเลยละ
3. ชอบขอให้เราช่วยโกหกให้
อันนี้รับรองว่าโดนมาแล้วทุกคน ไม่ว่าเรื่องไม้จิ้มฟันยันเรือรบ หรือเรื่อง คอขาด บาดตายแค่ไหน ถ้าเป็นตอนเด็กก็ขอให้เราช่วยโกหกพ่อแม่ว่า เมื่อวานอยู่กับเราตลอดเวลา ไม่ได้แอบหนีไปเที่ยวที่ไหน แต่ที่แท้ คุณเธอไป ตะแลด***แต๋กับแฟนถึงไหนก็ไม่รู้ โตขึ้นมา หน่อยก็ให้ ช่วยหลอกแฟนว่า เมื่อคืนหรือเมื่อช่วงเสาร์ อาทิตย์ที่ผ่านมา เธอเฮฮา อยู่กับเรา แต่ความจริงแอบ หนีไปเที่ยวกับชู้ (หรือแฟนหนุ่มอีกคน) นอกจากให้ช่วยโกหก เป็นตุเป็นตะ แล้ว ยังให้เราอยู่เฉยๆแต่ ช่วยอือ ออเป็น แบ็คให้เวลามีใคร มาถาม มาเช็ค พฤติกรรมของเธอ เฮ้อ…เหนื่อย แทนแม่ปลาไหลจริงจริ๊ง
4. พยายามเปลี่ยนแปลงเราอยู่ตลอดเวลา
นี่คือเพื่อนที่ไม่รักเราในแบบที่เราเป็นอยู่ แสดงว่าเธอ ไม่ชอบ บางอย่าง หรือทุกอย่างในตัวเรา และยังทำใจยอมรับไม่ได้ ถึงขนาดพยายาม เปลี่ยน แปลง เราให้เป็นคนแบบที่เธอชอบ พยายามเปลี่ยนแปลง เราตั้งแต่หัว จรดเท้า รวมทั้งนิสัยใจคอรสนิยมและการใช้ชีวิต ถ้าทำใจรับ ไม่ได้ขนาดนี้ จะคบกันต่อไปทำไม จับเข่าคุยให้รู้เรื่องดีกว่า ถ้าเพื่อนยังรับไม่ได้ ก็เลิกคบกันเถอะ เพื่อความสบายใจ ของทั้งสองฝ่าย
5. ชอบขอร้องให้เราทำในสิ่งที่เธอเองก็ทำได้
สงสัยเป็นพวกองค์หญิงกลับชาติมาเกิด ถึงต้องมีบ่าวข้าทาสบริวารตามล้าง ตามเช็ด หรือคอยทำอะไรให้ตลอด ของแบบนี้สังเกตง่ายๆ คุณเธอจะชอบ นั่งเอ้อระเหยวางท่าเป็นคุณนาย คอยชี้นิ้วให้เราทำนู่นทำนี่ให้ แม้แต่จะหยิบ น้ำกินเองยังไม่ยอมกระดิก เรียกว่าขยับแต่ปาก กระดิกแต่นิ้ว… เพื่อนหนอเพื่อน
6. เป็นเพื่อนกับเราก็เฉพาะเวลาที่เรามีประโยชน์เท่านั้น
เจ็บจริงๆเพื่อนเอ๋ย ทำไมนะเหรอ ก็คุณเธอเป็น เพื่อนกับเราเฉพาะเวลา ที่เรามีรถนะสิ เธอจะรีบแถเข้ามาทันที หลังจากนั้น ก็จะติดเราหนึบ เป็นตุ๊กแก เกาะเพดาน ทั้งที่ก่อนหน้านั้น ทำท่าไม่ แยแสเราเท่าไร หรือถ้าพรุ่งนี้มีสอบ เธอก็จะมาทำก้อร่อก้อติด หวังว่าจะได้ติวข้อสอบ หรือยืมเล็คเชอร์ เก็งข้อสอบ ระดับ สมองเพชรของเราไปดู
ข้อนี้สังเกตง่ายๆคือ หากวันใดที่เพื่อนหันมา ทำดีกับเราจนผิดสังเกต เอาอกเอาใจเหลือเกิน ให้รีบดูอย่างถี่ถ้วนเลยว่า ในขณะนั้นหรือช่วง เวลานั้นเรา กำลัง ทำอะไร ที่เพื่อนมุ่งหวังประโยชน์อยู่หรือเปล่า
เศรษฐีเจ้าอารมณ์ บทความดีๆ
ครั้งหนึ่งนานมาแล้ว .....
มีเศรษฐีคนหนึ่งเป็นคนเจ้าอารมณ์และมักจะปวดศีรษะอยู่เป็นประจำ
วันหนึ่งเขาได้ประกาศว่า
จะให้รางวัลอย่างงามแก่คนที่สามารถรักษาอาการปวดศีรษะของเขาได้
หลายคนรวมทั้งหมอที่เชี่ยวชาญต่างก็มา
และเสนอแนะวิธีรักษาโรคปวดศีรษะของเศรษฐีผู้นี้
แต่ไม่มีใครสามารถทำให้เขาดีขึ้นได้
อยู่มาวันหนึ่ง มีฤาษีคนหนึ่งมาเยี่ยมท่านเศรษฐี
เศรษฐีได้บอกเกี่ยวกับโรคประจำตัวของเขาให้ฤาษีทราบ
ฤาษีจึงบอกกับท่านเศรษฐีว่า
" โธ่เอ้ย วิธีรักษาอาการปวดหัวของเจ้ามันง่ายนิดเดียว
นั่นก็คือเจ้าจะต้องมองทุกอย่างให้เป็นสีเขียวตลอดเวลา
แล้วอาการโรคของเจ้าจะหายไป"
เศรษฐีดีใจมากและคิดว่าสิ่งที่ฤาษีแนะนำเขานั้นเป็นสิ่งที่ทำได้ง่ายมาก
วันรุ่งขึ้นท่านเศรษฐีจึงจ้างช่างทาสีหลายร้อยคน
มาช่วยกันทาสีของหมู่บ้านให้เป็นสีเขียวทั้งหมด
นอกจากนี้ด้วยความที่รวยมาก ยังซื้อเสื้อผ้าให้กับคนในหมู่บ้านทุกคนใส่
ในตอนนี้ไม่ว่าท่านเศรษฐีมองไปทางใดก็จะเป็นสีเขียวตลอดเวลา
ตามคำแนะนำของฤาษี อาการปวดศีรษะของเขาก็เริ่มดีขึ้น ๆ
เขาเริ่มเป็นคนยิ้มง่ายและมีความสุขมากขึ้น
สองสามเดือนถัดมา ท่านฤาษีได้กลับมาเยี่ยมเศรษฐีอีกครั้งหนึ่ง
แต่ก็ต้องเผชิญกับช่างทาสีคนหนึ่งซึ่งร้องตะโกนว่า
" หยุด หยุด ท่านเข้ามาในหมู่บ้านนี้ในชุดนี้ไม่ได้ เดี๋ยวผมจะทาสีท่านให้เป็นสีเขียวก่อน"
ฤาษีก็รีบวิ่งและหนีเข้าไปในบ้านของเศรษฐีได้ในที่สุด
ฤาษีได้พบกับเศรษฐีในบ้านและตำหนิว่า
" ทำไมเจ้าถึงเสียเงินทองและเวลามากมายเพื่อเปลี่ยนสิ่งต่างๆรอบตัวเจ้าเล่า
เราไม่ได้บอกให้เจ้าไปเที่ยวทาสีทุกอย่างให้เป็นสีเขียวเลย
เจ้าเพียงแค่สวมแว่นตาสีเขียวเท่านั้น
เจ้าก็จะมองเห็นทุกสิ่งรอบตัวเป็นสีเขียวแล้ว "
หากเราต้องการเปลี่ยนสิ่งแวดล้อมรอบตัว
เราไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนทุกคนหรือทุกอย่าง
เราเพียงแต่เปลี่ยนตัวของเราเองก่อน
แล้วเราจะพบว่าทุกสิ่งรอบตัวของเราก็จะเปลี่ยนไปด้วยเช่นกัน
ทางเลือก..มีทางออก..
ทางเลือก..มีทางออก..
หนทางในชีวิต
มีให้เราเลือกเดินอยู่หลายแนวทาง
แล้วแต่ว่าเราจะเลือกเดินบนเส้นทางใด
บนถนนเส้นทางของชีวิต
บางครั้งเต็มไปด้วยลูกรัง..พื้นถนนขรุขระ..
จะเดินไปทิศทางใดก็ดูลำบาก
แต่มีถนนสายชีวิต
ของผู้ที่ประสบความสำเร็จ
เขาใช้เวลาเกือบทั้งชีวิต
เดินไปตามพื้นถนนที่ขรุขระนั้น
ก่อนที่จะถึงถนนหนทางที่ราบเรียบ
แต่ถึงกระนั้น
คงไม่มีใครโชคดีตลอด
โดยไม่เคยเดินบนถนนที่ขรุขระนั้นเลย
หากปัญหาและอุปสรรค
คือ..ทางเลือกที่ให้เราหาทางออก..
เชื่อไหมว่า..
คนที่อดทนพยายามอย่างเต็มที..เต็มความสามารถเท่านั้น..
จึงจะสามารถหาทางลัดให้แก่ชีวิต
แม้จะเป็นเส้นทางที่ขรุขระ..
แต่เขาก็ได้เลือกเดิน..ตามถนนเส้นทางนี้..
เพื่อพิสูจน์ว่า..
ทุกปัญหามีทางออกเสมอ..
หากเราหาทางออกไม่เจอ..
ก็จงหันหลังกลับ
แล้วเดินไปตามทางที่เราเลือกเดิน
ตามหนทางก่อนหน้านี้
เพราะทุกอย่างมีทางเลือก
เพราะทุกอย่างมีทางออก
เราจึงต้องเลือกทางที่ดีที่สุดในชีวิตของเรา
โดยพยายามเปลี่ยนตัวปัญหา..ให้เป็นปัญญา..
เปลี่ยนจากตัวอุปสรรค..ให้กลายเป็นการพยายาม..
แล้วเราจะค้นพบทางออกของปัญหาทุก ๆ ปัญหาได้
เพราะจุดจบของปัญหา
คือ..จุดเริ่มต้นของการก้าวเดินต่อไป
ดังนั้นเมื่อเวลาเจอปัญหาหรืออุปสรรค
ให้เราหยุดแล้วถอยหลังมาหนึ่งก้าว
เพื่อเว้นช่องว่างให้เรามองเห็นปัญหาและอุปสรรค
ได้อย่างชัดเจน..
ให้มีสติปัญญาและความพยายามเป็นเกาะกำบัง
แล้วเดินหน้าต่อไป..อย่างมั่นใจ..
ถึงคราวเคราะห์ หรือเพราะเวรกรรม
กรรมใดใครก่อ คิดก่อนทำ...
ชีวิตมนุษย์นั้น เต็มไปด้วยความเปลี่ยนแปลง ไม่มีสิ่งใดคงอยู่ถาวร มนุษย์มีช่วงเวลาที่สุข แต่ก็อาจจะกลับกลายเป็นทุกข์ได้ในช่วงเวลาต่อไป การเปลี่ยนแปลงที่นำไปสู่สิ่งที่ปรารถนาและสิ่งที่ไม่พึงปรารถนาเช่นนี้ ย่อมมีต้นเหตุมาจากการกระทำเมื่อกาลก่อน
หากในอดีตเคยทำสิ่งที่ดีเป็นบุญกุศลไว้ ชีวิตย่อมได้รับสิ่งดี แต่หากในอดีตเคยกระทำสิ่งไม่ดีไว้ ก็ย่อมต้องรับความทุกข์จากอกุศลกรรมที่ตนเคยกระทำไว้ เมื่อความสุขเกิดแก่ผู้ใด ผู้นั้นย่อมไม่พึงปรารถนาให้มันจากไป แต่หากความทุกข์เกิดแก่มนุษย์เพียงช่วงหนึ่งวินาที มนุษย์ย่อมไม่พึงปรารถนาให้มันคงอยู่ต่อไป
ความทุกข์ที่เกิดแก่มนุษย์นั้น มีทั้งความทุกข์ที่เกิดจากการกระทำในปัจจุบันที่มนุษย์เป็นผู้กระทำให้ตนเองเกิดความทุกข์ และมีทั้งความทุกข์ที่เกิดขึ้นเพราะการรับผลกรรมที่ตนได้กระทำไว้ในอดีตชาติ
ความทุกข์ที่เกิดจากกระทำสิ่งไม่ดีไว้แก่จิตดวงอื่นนั้น หาจุดจบแทบมิได้ เหตุเพราะเมื่อจิตดวงหนึ่งถูกกระทำให้ทุกข์ จิตดวงนั้นย่อมเกิดความอาฆาตจองเวรซึ่งกันและกัน
ด้วยเหตุนี้จึงอาจกล่าวได้ว่า ความทุกข์เช่นนี้ยากที่จะหาจุดจบได้ แต่หากมีจิตดวงใดยอมเป็นผู้เสียสละให้อภัยแก่จิตดวงอื่นก่อน ความทุกข์จากการจองเวรเช่นนี้ย่อมจบลงได้ ดังนั้น มนุษย์ควรมีชีวิตอยู่โดยปราศจากการผูกพยาบาทต่อผู้อื่น อีกทั้งควรมีชีวิตอยู่อย่างไม่เบียดเบียนผู้อื่น
การกระทำของเราที่ได้กระทำลงไปแล้วในอดีตนั้น เราคงไม่สามารถกลับไปแก้ไขการกระทำนั้นได้ ตลอดจนไม่สามารถที่จะไปควบคุมเจ้ากรรมนายเวรของเราได้ ถึงแม้ว่าบางครั้งเราจะทำการขออโหสิกรรมแก่เจ้ากรรมนายเวรของเราแล้วก็ตาม แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเจ้ากรรมนายเวรของเราทุกดวงจิตจะให้อภัยแก่เรา
ดังนั้น สิ่งที่เราควรทำก็คือเราไม่ควรกระทำสิ่งไม่ดีต่อผู้อื่นรวมทั้งไม่ควรกระทำสิ่งไม่ดีต่อตนเองด้วย เราควรจะรักษาศีลไว้ให้มั่นเพื่อการดำรงชีวิตที่ไม่เบียดเบียนผู้อื่น
ถึงแม้เราจะพยายามรักษาศีลให้คงมั่น แต่ก็มีบางครั้งสิ่งที่ยั่วยุจากภายนอกนั้นมีกำลังมากจนทำให้เรากระทำผิดศีลลงไปได้
แล้วมีธรรมใดหรือไม่ ที่ช่วยให้เราสามารถรักษาศีลไว้ให้คงมั่นตลอดไปได้
แล้วมีธรรมใดหรือไม่ ที่ช่วยให้เราสามารถรักษาศีลไว้ให้คงมั่นตลอดไปได้
บางส่วนจากหนังสือ "ถึงคราวเคราะห์หรือเพราะเวรกรรม" ได้มีโอกาสอ่านแล้วเห็นว่าน่าจะมีประโยชน์บ้างไม่มากก็น้อย จึงเอามาแนะนำกันครับ "ถึงคราวเคราะห์หรือเพราะเวรกรรม
หลวงตาวัดดอนฯ
ที่มา : จากหนังสือ "ถึงคราวเคราะห์หรือเพราะเวรกรรม"
บทความแห่งรัก
ยิ่งนานยิ่งรัก เกิดขึ้นได้พอๆกับ ยิ่งนานยิ่งไม่รัก
การดูแลความสัมพันธ์ เหมือนการกำทราย
กำแน่นไป ทรายก็ร่วงออกจากมือหมด
กำเบาไปทรายก็ไม่อยู่ในมืออยู่ดี
เวลาผ่านไป ใช้ชีวิตอย่างธรรมชาติให้มากขึ้น
เมื่อไหร่รู้สึกเหนื่อย ดีใจเถอะที่เหนื่อยเป็น
จะได้รู้สึกว่าควรพักซะที เหมือนคนที่ป่วยเป็น
แสดงว่าเราใช้ร่างกายมากเกินไปแล้ว ถ้าไม่ป่วยซะบ้างเลย
เราจะไม่รู้ว่าควรถนอมร่างกายได้หรือยัง
การรักคนอื่นก็คือ การรักตัวเองอีกแบบหนึ่ง
อยู่คนเดียวเรายังไม่รู้ด้วยซ้ำว่ารักตัวเองรึเปล่า
พอเริ่มรักใครซักคน
สิ่งที่ไม่เคยทำก็ทำ ไม่เคยหวานขนาดนี้ก็หวาน
ทำทุกอย่างที่จะรักษาคนที่เรารัก ให้อยู่กับเรานาน ๆ
เพราะอะไร…เพราะรักตัวเองและกลัวตัวเองเสียใจ
ความรักเป็นเรื่องของคน 2 คน มีความสุขทั้ง 2 คน
อย่าให้คนหนึ่งมีความสุข ในขณะที่อีกคนหนึ่งพยายาม
อย่าให้คนหนึ่งเสียใจ ในขณะที่อีกคนไม่รู้ตัว
รักแรก 3 สิ่งยืนยันรักแรกพบ ของคุณคือเรื่องจริง
บางครั้ง การที่เราไม่เคยเจอกับตัวเอง เราก็อาจจะไม่เชื่อว่า รักแรกพบนั้นมีอยู่จริง เรามักจะคิดว่า รักแรกพบนั้นเป็นเพียงอารมณ์หลงชั่ววูบ จากการที่เราได้พบใครสักคนหนึ่ง ที่ดูสวย, หล่อ หรือน่าสนใจ เมื่อแรกเห็น แต่รักแรกพบมีอยู่จริง และเกิดขึ้นมาตั้งแต่ในอดีต หลายร้อย หลายพันปีมาแล้ว...
ในประวัติศาสตร์ของมนุษย์เกี่ยวกับรักแรกพบ มีบันทึกเอาไว้หลากหลายรูปแบบ ทั้ง เรื่องเล่าจากปากสู่ปาก งานศิลปะ หนังสือ ดนตรี บทกวี การละคร ภาพยนตร์ และในปัจุบัน คนโดดเดี่ยวหลายล้านคน ก็ยังรอคอยที่จะได้พบกับรักแรกพบ เข้าสักวัน แล้วเราจะรู้ได้อย่างไร ว่าเรากำลังตกอยู่ในห้วงเวลาแห่งรักแรกพบ?
3 ข้อด้านล่างนี้ คือความจริง ที่จะบอกว่า คุณได้พบกับรักแรกพบอย่างแท้จริงเข้าให้แล้ว สิ่งที่เกิดขึ้นนั้น มีความหมายมากกว่า การเกิดอารมณ์ความรู้สึกหลงไหล หรือเพียงแค่อาการตื่นเต้น หัวใจสูบฉีดอย่างรุนแรงชั่วขณะ
1.คุณรู้สึกว่าไม่จำเป็น ที่จะต้องรีบร้อนมีเซ็กส์
หากความรู้สึกเมื่อแรกพบของคุณ สื่อความต้องการออกมา เป็นเรื่องของความต้องการทางด้านร่างกาย คุณรู้สึกรีบร้อน กระวนกระวายใจ นี่ไม่ใช่ “รักแรกพบ” แต่จัดเป็น “หลงแรกพบ” มากกว่า ในทางตรงกันข้าม หากคุณรู้สึกว่า สามารถควบคุมแรงกระตุ้นทางด้านร่างกาย ได้อย่างง่ายดาย และคุณมีความรู้สึกว่า ต้องการที่จะรู้จักคนๆ นั้นให้มากขึ้น โดยค่อยๆ ทำความรู้จักไปที่ละนิด อย่างช้าๆ นี่ละ! รักแรกพบ และความรู้สึกเช่นนี้ ก็จะช่วยให้ คุณสามารถจัดการกับทุกอย่างได้อย่างลงตัว
2. คุณเห็นมุมที่คนอื่นๆ มองไม่เห็น ในตัวของคนๆ นั้น
คนอื่นๆ จะมองบุคลิกภาพ หรือลักษณะภายนอก ซึ่งทุกๆ คน สามารถมองเห็น และรู้สึกประทับใจ ได้เช่นเดียวกัน แต่ทว่า รักแรกพบ หรือการรักใครสักคน คุณจะสามารถมองเห็นไปได้ไกลกว่านั้นอีก เช่นสัมผัสได้ถึงความอ่อนโยนในตัวของคนๆ นั้น หรืออะไรสักอย่าง ที่คนอื่นๆ ไม่ได้สังเกต หากคุณพบว่า ตัวเองสังเกตเห็น คุณค่าที่น่าประทับใจบางอย่าง จากคนๆ นั้น ซึ่งแม้แต่เพื่อนสนิทของคุณ ก็ไม่สามารถสังเกตเห็น นั่นแสดงว่า คุณได้พบกับรักแรกพบเข้าให้แล้ว
3. คุณต้องการเรียนรู้ทุกๆ สิ่ง เกี่ยวกับคนๆ นั้น เท่าที่คุณจะสามารถทำได้
สำหรับประเด็นในเรื่องนี้ จริงๆ แล้ว อาจจะเกิดขึ้นได้ ในกรณี “หลงแรกพบ” ด้วยเช่นกัน อย่างไรก็ตาม หาก 2 ข้อ ที่ผ่านมา ชี้ชัดๆ แล้วว่า คุณมีความรู้สึกตามนั้น ดังนั้นแล้ว ข้อ 3 นี้ จะเป็นตัวตัดสิน และทำให้คะแนนเป็นเอกฉันท์ และได้ผลสรุปออกมาว่า คุณได้เจอกับรักแรกพบเข้าให้แล้วจริงๆ
การรักใครสักคน หมายถึงความต้องการ ที่จะเรียนรู้ทุกๆ สิ่งๆ ที่คนๆ นั้นใช้ในการดำเนินชีวิต ตั้งแต่ สิ่งที่ชอบ สิ่งที่ไม่ชอบ และประสบการณ์ชีวิต ในเรื่องต่างๆ และการตั้งใจเรียนรู้กันไปอย่างช้าๆ ด้วยความเข้าใจ จะพัฒนารักแรกพบ ไปสู่ชีวิตคู่ที่โรแมนติก แบบยาวนานต่อไป
อย่าดูคนเพียงลักษณะภายนอก
อย่าดูคนเพียงลักษณะภายนอก
คุณรู้จัก "ดักแด้" ไหม มันเป็นอย่างไร?
เขาจะเป็นคนอย่างที่เราเห็นเพียงภายนอกเหรอ?
คนที่ท่าทางขึงขัง ดุดัน ดูภูมิฐานมั่นคง
มักจะอ่อนแอกว่าที่เห็นภายนอก เสียน้ำตาง่ายๆ กับบางเรื่อง
คนที่ท่าทางอ่อนแอ ถูกรังแกเสมอ จะเป็นคนเข้มแข็ง
เพราะเขาผ่านช่วงเวลาแสนเจ็บปวดมามากมาย
คนที่อารมณ์ดี ร่าเริงตลอดเวลา มักจะโมโหร้าย
และพร้อมที่จะระเบิดตลอดเวลาที่โมโห
เพราะเขาไม่เคยรู้จักยับยั้ง จะปล่อยออกมาทุกสภาพอารมณ์
คนที่หน้ามุ่ย ดูอารมณ์เสียตลอดเวลา
จะไม่เที่ยวพาลคนอื่น เพราะเขาจะเก็บความเครียดเอาไว้เอง
คนที่มีเพื่อนเยอะ มักจะไม่พบเพื่อนแท้ เมื่อเขาโกรธเพื่อนคนไหน
เขาก็จะแยกไปอยู่กับคนอื่นเสมอจะไม่มีการคุยปรับความเข้าใจกัน
เพราะเขาจะคิดเสมอว่าเขามีเพื่อนเยอะเขาไม่จำเป็นต้องง้อใคร
คนที่มีเพื่อนเพียงแค่หนึ่งหรือสองคน
เขาจะไม่มีที่พึ่งที่ไหนนอกจากเพื่อนสนิทของเขา
ดังนั้นไม่ว่าเขาจะโกรธกันแค่ไหนก็ตาม
เขาจะให้เวลาเพื่อปรับความเข้าใจกัน
เพราะต่างคนต่างรู้ดีว่า เพื่อนนั้นมีค่ามากแค่ไหน
คนที่ไม่เคยพ่ายแพ้ มักจะทนไม่ได้ที่จะดูความอับอายของตนเมื่อ
ได้ทำพลาดไป และจะโทษคนอื่นเสมอ
คนที่ไม่เคยได้พบกับความสำเร็จ
มักจะไม่กระตือรือร้นที่จะสร้างชื่อเสียง
เพราะเขารู้สึกชินชาที่ไม่ได้รับการสรรเสริญ
อย่าไปกังวลกับสิ่งที่เป็น
อย่าไปกังวลกับสิ่งที่เป็น
" อย่าไปกังวลกับสิ่งที่มี
จงใส่ใจกับสิ่งที่เป็น
เราเปลี่ยนสิ่งที่มีไม่ได้หรอก
นอกจากทำให้ดีที่สุด
เราเปลี่ยนตัวเอง...
ให้เป็นคนอื่นไม่ได้หรอก
นอกจากตัวเองให้ดีที่สุด
เป็นอย่างที่เป็นให้สวยงามที่สุด
เพราะนั่นเป็นจุดเริ่มต้น
ของตัวตนที่ดีกว่าในวันข้างหน้า"
คำพูดกับความรู้สึก ที่พูดออกไป
คุณเคยใช้คำพูดที่พูดออกไปด้วยอารมณ์ ความคะนอง
แต่แล้วคำพูดที่พูดออกไป ทำร้ายความรู้สึกดีๆของอีกฝ่าย
ผู้ฟังฟังแล้วเสียความรู้สึกดีๆไป....
........จะเป็นด้วยความตั้งใจที่จะพูดออกไปหรือไม่ก็ตามแต่
สุดท้ายคนที่รับฟังประโยคเหล่านั้นรู้สึกผิดหวังที่ได้ยินอย่างนั้น
........คุณอาจจะรู้สึกดีที่ได้พูดอย่างนั้นออกไป ได้ระบายความรู้สึก
แต่ภายหลัง...คุณกลับมานั่งขบคิดในสิ่งที่คุณทำลงไป
คุณกำลังทำลายความรู้สึกดีๆระหว่างกันลงไป
คุณเริ่มรู้สึกเสียใจต่อสิ่งที่ทำลงไป
.......คำพูดที่หลุดออกจากปากไปแล้ว
มันคืออดีตที่แก้ไขอะไรไม่ได้เลย
มีแต่สติเท่านั้นที่ควบคุมคำพูดที่จะออกจากปากไม่ให้พลั้งเผลอพูดในสิ่งไม
่สมควร เพียงแต่เราขาดสติควบคุม
คำพูดที่หลุดออกไปก็จะกลายเป็นสิ่งที่ทำร้ายความรู้สึกของอีกฝ่ายหนึ่งทันที
........บางครั้งคุณอยากจะเป็นฝ่ายกล่าวขอโทษในสิ่งที่คุณกล่าวซึ่งทำร้าย
ความรู้สึก ดีๆของอีกฝ่าย
เพียงแต่คุณไม่กล้า คุณมีทิฐิ
คุณเป็นฝ่ายลังเลที่จะกล่าว อยากให้อีกฝ่ายยกโทษให้คุณ แต่ในใจคุณ
ความมีทิฐิ กลัวเสียหน้า
ข่มความกล้าที่จะทำให้คุณเป็นฝ่ายเริ่มต้นกล่าวก่อน
คุณกลับรอเวลาให้ผ่านไปด้วยหวังว่าเวลาที่ผ่านไป...ทุกอย่างก็จะดีเอง
.......คุณเคยคิดบ้างไหมว่า
เวลาที่ผ่านไปยิ่งทำให้ทุกอย่างไม่ดีขึ้นเลย อีกฝ่ายที่รับฟังคำพูดของคุณ
ถึงแม้ว่าคำพูดที่ผ่านไปมันกลายเป็นอดีต
แต่ความรู้สึกมันยังคงค้างอยู่ในใจ
.......ถ้าทิฐิมันทำลายความรู้สึกที่ดีระหว่างกัน
มีประโยชน์อะไรที่คุณจะถือทิฐิเอาไว้กับตัว คุณควรจะปล่อยทิฐิตรงนั้นไป
การกล่าวขอโทษ
ดูเหมือนจะเป็นเรื่องยิ่งใหญ่และยากในยามที่ความรู้สึกดีๆระหว่างกันเกิด
รอยร้าวขึ้น
ความรู้สึกดีๆจะกลับมาก็เพียงแต่คุณกล้าที่จะเริ่มต้นกล่าวคำขอโทษออกไป
.............ถามใจตัวคุณเองว่า
คุณยังให้ความสำคัญกับคนๆนั้นอยู่ไหม
ไม่ต้องกลัวเสียหน้าถ้าคุณจะเป็นฝ่ายเริ่มต้นกล่าวก่อน หลังจากกล่าวออกไป
คุณจะรู้สึกว่าจิตใจคุณบางเบา
อีกฝ่ายคงรู้สึกดีที่ได้ยินอย่างนั้นและยินดีจะให้อภัยคุณ
......ผมเคยมีทิฐิและไม่ยอมที่จะลดละความมีทิฐิ
สุดท้ายผมพบว่ามันไม่มีประโยชน์อะไรจากการทำแบบนั้น
แล้วกลับมานั่งเสียใจกับสิ่งที่ทำลงไปแทน
ถ้าความรักหมายถึง การไม่โกรธ และให้อภัย
คนที่คุณรักเขาคงยินดีและไม่โกรธเมื่อได้ยินคำขอโทษจากคุณ
และเขาก็ยินดีที่จะให้อภัยคุณตราบเท่าที่เขายังรักคุณอยู่
จะเลือกเงินหรือชีวิต
จะเลือกเงินหรือชีวิต
เงินเป็นสื่อกลางสำหรับการแลกเปลี่ยน
ตำราทุกเล่มบอกเราเช่นนั้น
แต่ในปัจจุบัน เงินเป็นมากกว่านั้น .............................................
เงินเป็นสื่อกลางสำหรับการแลกเปลี่ยน
ตำราทุกเล่มบอกเราเช่นนั้น
แต่ในปัจจุบัน เงินเป็นมากกว่านั้น มันได้ยกระดับจน
กลายเป็นสินค้าที่คนทั้งโลกพากันซื้อขายเพื่อหากำไรจากส่วนต่าง
ทุกวันนี้ตลาดเงินตราระหว่างประเทศมีอิทธิพลอย่างมาก
ต่อเศรษฐกิจโลกและสามารถสร้างความวิบัติให้แก่ประเทศใดประเทศหนึ่งก็ได้
ดังประเทศไทยได้ประสบมาแล้ว
เงินถูกสถาปนาให้เป็นตัวชี้วัดความสำเร็จของสรรพสิ่ง
ตั้งแต่บุคคล ครอบครัว ซุมชน องค์กร ไปจนถึงประเทศ
แม้แต่ความสำเร็จของรัฐบาลก็ดูกันที่อัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ
ของประเทศยิ่งกว่าอัตราการเกิดอาชญากรรมหรือ
ดัชนีวัดคุณภาพชีวิตของประชากร
ในระดับบุคคล เงินได้กลายเป็นเครื่องวัดคุณค่าชีวิตไปแล้ว
คนรวยจึงถือว่ามีคุณค่ามากกว่าคนจน
ใครที่มีเงินเดือนน้อยก็รู้สึกว่า ตัวเองมีคุณค่าด้อยกว่าเศรษฐี
เมื่อเป็นเช่นนี้ เงินจึงกลายมาเป็นจุดหมายของชีวิตไปในที่สุด
ผลก็คือ ชีวิตของเราถูกเงินครอบงำและผลักดันในแทบทุกด้าน
ไม่เว้นแม้กระทั่งความสัมพันธ์ในครอบครัวหรือทัศนะต่อตนเอง
ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นในนามความเจริญก้าวหน้าของชีวิตและการพัฒนาประเทศ
.............................................
เมื่อเราตั้งคำถามกับอิทธิพลของเงินในชีวิตของเรา...
คำถามพื้นฐานก็คือ... เงินทำให้เรามีความสุขจริงหรือ...
การตั้งหน้าตั้งตาหาเงิน ช่วยให้เราสมหวังกับชีวิตเพียงใด
และสิ่งที่เราสูญเสียไปกับการทำมาหาเงินนั้น
คุ้มค่ากับสิ่งที่เราได้มาหรือไม่
เมื่อเราบวกลบคูณหารด้วยตัวเองแล้ว
เมื่อเราพบว่า สิ่งที่เราได้มานั้นน้อยกว่าที่คิด
และสิ่งที่เราเสียไปนั้นมากเกินกว่าที่นึกเสียอีก
ที่สำคัญก็คือ สิ่งที่เราเสียไปนั้น เราเอาคืนมาไม่ได้
แม้จะมีเงินมากมายเพียงใด
เพราะสิ่งที่เสียไปนั้น คือเวลาที่เรามีอยู่อย่างจำกัดในโลกนี้
หากเงินทำให้เรามีความสุข ผู้คนทุกวันนี้ย่อมมีความสุขกันถ้วนหน้า
เพราะมีเงินมากกว่าแต่ก่อน แต่ก็หาเป็นเช่นนั้นไม่
.............................................
การสำรวจของศูนย์วิจัยทัศนคติแห่งชาติของมหาวิทยาลัยชิคาโกระบุว่า
นับแต่ พ.ศ. 2500 จนถึง พ.ศ.2541
ชาวอเมริกันที่ยอมรับว่าตนมี "ความสุขมาก"
ได้ลดลงจากร้อยละ 35 เหลือร้อยละ 30
ทั้งๆที่รายได้เฉลี่ยของประชาชนได้เพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัว
รายงานดังกล่าวบอกเราว่า
แม้ผู้คนรวยขึ้นเป็น 2 เท่า แต่กลับเป็นสุขน้อยลง
...................................................
ผู้คนมีความสุขน้อยลง ส่วนหนึ่งก็เพราะมีเวลาว่างน้อยลงที่จะแสวงหาความสุข
นับวันเราจะหมดเวลาไปกับการหาเงินมากขึ้นเรือยๆ จนไม่มีเวลา
แม้แต่จะใช้เงินที่ได้มาด้วยซ้ำ มิพักต้องพูดถึงการมีความสุขโดยไม่ต้องใช้เงิน
เช่น การนอน หรือ การสังสรรค์กับคนในครอบครัว
ซึ่งผู้คนสมัยนี้ให้เวลาน้อยลง ...
เพราะยิ่งมีเงินมากเท่าไร ก็ยิ่งรู้สึกว่า เวลามีค่ามากเท่านั้น
ดั้งนั้นจึงต้องใช้เวลาให้ "คุ้มค่า" มากที่สุด
ซึ่งก็มักจะหมายถึงการมีผลตอบแทนเป็นตัวเงินเยอะๆ
ในขณะที่การพักผ่อนอยู่กับบ้าน หรือกับคนในครอบครัว
ถือเป็นการใช้เวลาที่ไม่คุ้มค่า หรือ "ไม่สมเหตุสมผล"
ด้วยเหตุนี้ เราจึงตั้งหน้าตั้งตา "หาเงิน" กันไม่เลิกราเสียที...
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)























