วันศุกร์ที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2552

ก่อนที่จะสายเกินไป




มีหนุ่มเจ้าสำราญผู้หนึ่ง วันๆไม่ยอมทำประโยชน์อะไร ดีแต่เที่ยวเล่นไปวันๆ




ทั้งๆที่อายุอานามก็สมควรแก่การสร้างเนื้อสร้างตัว สร้างฐานะ



และมีครอบครัวแล้ว แต่เขาก็ไม่เคยคิดจะมีความรับผิดชอบ



ไม่คิดอยากจะรับภาระอะไรใดๆทั้งสิ้น



ด้วยเห็นว่าเป็นหน้าที่ของพ่อแม่อยู่แล้วที่ต้องหาเงินหาทองไว้ให้ลูก



และกิจการที่บ้านนั้น ทั้งพ่อและแม่ต่างช่วยกันทำมาหากินอย่างขยันแข็ง



จนเงินทองที่มีอยู่ชาตินี้เขาคงใช้ไม่หมดด้วยซ้ำ



วันหนึ่ง ชายหนุ่มผู้นี้และเพื่อนๆอีก 2-3 คน พากันเข้าป่า



หมายจะไปล่าสัตว์ แต่เมื่อเดินเข้าป่าไปได้สักพักใหญ่



เขาก็เกิดพลัดหลงกับเพื่อน



ชายหนุ่มจึงเดินลัดเลาะไปเรื่อยๆอย่างไม่รู้จุดหมาย เขาเริ่มหลงทาง



เขาเริ่มรู้สึกอ่อนเพลีย แต่ก็ต้องหาทางเดินต่อไป



เมื่อพระอาทิตย์เริ่มลับขอบฟ้า บรรยากาศรอบข้างมืดลง ไม่เห็นหนทาง



เขาจึงทิ้งตัวลงนอน ด้วยความหิวโหยและหมดแรง



รุ่งขึ้น..เขายังคงเดินต่อไป เพื่อหาทางออก



จนกระทั่งพระอาทิตย์กำลังจะลับเหลี่ยม เขาอีกครั้ง



แต่ขณะที่เขากำลังจะทิ้งตัวลงอย่างหมดหวัง เขาก็เหลือบไปเห็นแสงไฟจาก



กระท่อมกลางป่าหลังหนึ่ง



เขาจึงรวบรวมเรี่ยวแรงที่เหลืออยู่รีบวิ่งไปยังกระท่อมนั้น



และได้พบสามี-ภรรยาคู่หนึ่ง



ซึ่งเมื่อไต่ถามความเป็นมาของชายหนุ่มแล้ว ทั้งคู่ก็บอก



ให้ชายหนุ่มไปอาบน้ำอาบท่า แล้วจัด แจงหาข้าวปลาอาหารมาให้กิน



คืนนั้นชายหนุ่มจึงหลับไปด้วยความสุข



วันรุ่งขึ้น ชายหนุ่มตื่นขึ้นมาด้วยความแจ่มใส



และรู้สึกตื้นตันใจในความเมตตากรุณาของสองสามีภรรยาเป็นอย่างมาก



เขาจึงกล่าวขึ้นว่า



ข้าขอขอบคุณท่านทั้งสองที่ได้ช่วยชีวิตข้าในครั้งนี้

แม้เราไม่เคยรู้จักกัน แต่พวกท่านก็ให้การดูแลข้าอย่างดี



ข้าไม่รู้จะตอบแทนอย่างไร จึงจะทดแทนน้ำใจของพวกท่าน ได้



ฝ่ายภรรยาจึงยิ้มให้อย่างอ่อนโยน แล้วตอบว่า



หนุ่มน้อย ถ้าเจ้าอยากตอบแทนละก็



กลับไปทดแทนบุญคุณพ่อแม่ของเจ้าเถิด พวกเขาเลี้ยงดูอุ้มชูเจ้ามา



ให้ทั้งข้าวปลาอาหารน้ำท่าที่พักพิง จนเติบใหญ่เพียงนี้



บุญคุณนั้นใหญ่หลวงนัก เราสองคนแค่ให้ที่พักพิงเจ้าชั่วข้ามคืนหนึ่ง



เทียบกับพ่อแม่เจ้าไม่ได้หรอก



ได้ฟังดังนั้น ชายหนุ่มจึงคิดได้ว่า เขาเป็นผู้ที่หลงทางจริงๆ



.........



คนไทยเราได้รับการปลูกฝังและสั่งสอนกันมาตั้งแต่เด็กๆแล้วว่า



ความกตัญญูกตเวที นั้น



เป็นคุณธรรมสำคัญที่เราควรปฏิบัติต่อพ่อแม่และผู้มีบุญคุณแก่เรา แต่



เชื่อว่าคนจำนวนไม่น้อยที่มองข้ามพระคุณของพ่อแม่



ผู้ซึ่งอยู่ใกล้ตัวที่สุด



โดยคิดว่าสิ่งที่พ่อแม่ทำนั้นเป็นหน้าที่ที่ต้องทำ



แต่ในขณะที่ผู้อื่นหยิบยื่นน้ำใจให้เพียงเล็กน้อย เราก็ตื้นตัน



ชื่นชม และประทับใจไม่ลืม อย่างนี้มันยุติธรรมสำหรับผู้ให้กำเนิด



เราแล้วหรือ



จงอย่าปล่อยให้ช่วงเวลาดีๆที่มีโอกาสตอบแทนบุญคุณพ่อแม่ผ่านเลยไป

โปรดตอบแทนความรักอันยิ่งใหญ่นั้นในทุกๆวันของชีวิตเรา



...ก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป

ไม่มีความคิดเห็น: